พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) อริยสงฆ์แห่งอีสาน ผู้สมถะที่สุดแต่บริจาคทานเพื่อสาธารณประโยชน์มากที่สุด
ตำนานสยามพระเครื่อง
การศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทยในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นามของ "พระเทพวิทยาคม" หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางสังคมและมานุษยวิทยาศาสนาที่มีความสำคัญยิ่งยวด ท่านไม่เพียงแต่เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมล้นด้วยวิทยาคมอันเข้มขลัง ซึ่งดึงดูดศรัทธาจากมหาชนทั่วประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ท่านยังเป็นสัญลักษณ์ของการให้ การสงเคราะห์สังคม และการลดทอนความเหลื่อมล้ำผ่านการบริหารจัดการทุนทางศาสนา ท่ามกลางกระแสการพัฒนาประเทศที่มุ่งสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรมในยุคโลกาภิวัตน์
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ ปรัชญาการดำเนินชีวิต ตลอดจนผลงานด้านพุทธศิลป์และวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อย่างละเอียดรอบด้าน โดยบูรณาการข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิ ทุติยภูมิ งานวิจัยเชิงวิชาการ และฐานข้อมูลที่ได้รับการยอมรับ เพื่อเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับอนุชนรุ่นหลังและผู้สนใจศึกษาในมิติต่างๆ
พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) มีนามเดิมว่า "คูณ ฉัตรพลกรัง" ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวเกษตรกรผู้มีฐานะยากจนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญของภูมิภาคอีสานตอนล่าง ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ตุลาคม พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) ตรงกับวันแรม ค่ำ เดือน ปีกุน ณ บ้านไร่ หมู่ที่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา 1 (ทั้งนี้ มีบางเอกสารหรือบางตำราระบุว่าท่านเกิดในวันที่ ตุลาคม ทว่าข้อมูลจากทะเบียนประวัติของทางวัดบ้านไร่และวิกิพีเดียส่วนใหญ่ยึดถือวันที่ ตุลาคม เป็นหลักฐานอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด)
บิดาของท่านชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง และมารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง ครอบครัวฉัตรพลกรังประกอบอาชีพทำไร่ทำนาตามวิถีชีวิตดั้งเดิม หลวงพ่อคูณเป็นบุตรชายคนโต หรือ "บุตรคนหัวปี" ในบรรดาพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด คน โดยมีน้องสาวอีกสองคน ได้แก่ นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ (ฉัตรพลกรัง) และ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์ (ฉัตรพลกรัง) บริบททางสังคมของอำเภอด่านขุนทดในยุคทศวรรษที่ 2460 นั้น ถือเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งและกันดาร การดำรงชีวิตต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้หล่อหลอมให้ประชากรในพื้นที่มีความอดทนและผูกพันกับความเชื่อทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง
ตามคติความเชื่อในวรรณกรรมเชิงพุทธศาสนาและชีวประวัติของพระมหาเถระ มักจะมีการบันทึกถึงนิมิตหมายอันเป็นมงคลก่อนการถือกำเนิด สำหรับหลวงพ่อคูณนั้น มีบันทึกและคำบอกเล่าจากชาวบ้านในยุคนั้นซึ่งถูกถ่ายทอดเป็นมุขปาฐะว่า ก่อนที่นางทองขาวจะตั้งครรภ์หลวงพ่อคูณ กลางดึกของคืนหนึ่งเวลาประมาณ 03.00 น. นางได้นิมิตฝันเห็นเทพยดาองค์หนึ่งมีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสรวงสวรรค์และได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกสว่างให้แก่นาง พร้อมกล่าวคำทำนายว่า "เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ ประกอบอาชีพสุจริต ขออำนวยพรให้มีความสุข ดวงมณีนี้จงรับไปรักษาให้ดี ภายหน้าจะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระศาสนา เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง" นิมิตนี้ถูกตีความในภายหลังว่าเป็นดั่งลางบอกเหตุถึงบุญญาธิการของทารกที่จะมาปฏิสนธิ ซึ่งต่อมาได้รับการพิสูจน์ผ่านวัตรปฏิบัติอันบริสุทธิ์ของหลวงพ่อคูณตลอดช่วงชีวิตของท่าน
ทว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านกลับเต็มไปด้วยความยากลำบากและบททดสอบทางจิตใจ เมื่อท่านอายุได้เพียง ปี ทั้งบิดาและมารดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างต่อเนื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้เด็กชายคูณและน้องสาวทั้งสองต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าและตกอยู่ในความอุปการะของน้าสาว ความสูญเสียบุพการีตั้งแต่วัยเยาว์นี้ เป็นปัจจัยสำคัญทางจิตวิทยาที่หล่อหลอมให้ท่านมีความเข้มแข็ง อดทน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านเข้าใจถึงสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตมนุษย์ (อนิจจัง) อย่างลึกซึ้งก่อนวัยอันควร
ด้วยฐานะที่ยากจนและสภาพพื้นที่ที่ทุรกันดาร การศึกษาในระบบโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากยิ่งสำหรับเด็กชนบท เด็กชายคูณจึงได้รับการฝากฝังให้เป็น "ศิษย์วัด" ที่วัดบ้านไร่ตั้งแต่เมื่ออายุได้ประมาณ 6-7 ขวบ โดยมีพระอาจารย์ที่คอยอบรมสั่งสอนหลักๆ รูป ได้แก่ พระอาจารย์เชื่อม วิรโช, พระอาจารย์ฉาย กิตติญโญ และพระอาจารย์หลี อารกขยโย
ณ สำนักเรียนของวัดแห่งนี้ เด็กชายคูณได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ขั้นพื้นฐานตามระบบการศึกษาแบบโบราณของไทย ท่านได้เรียนการอ่านเขียนภาษาไทย ตลอดจนการศึกษาอักขระขอม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงคัมภีร์ทางศาสนา นอกเหนือจากวิชาการทางโลกและทางธรรมแล้ว พระอาจารย์ทั้งสามยังมีเมตตาถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์และคาถาอาคมเบื้องต้นให้แก่เด็กชายคูณ เพื่อใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและป้องกันอันตรายจากภยันตรายต่างๆ เช่น สัตว์มีพิษและภูตผีปีศาจ ตามบริบทความเชื่อของสังคมเกษตรกรรมในยุคนั้น การซึมซับอักขระขอมและพุทธาคมตั้งแต่เยาว์วัยนี้ ได้กลายเป็นรากฐานอันมั่นคงที่ทำให้ท่านสามารถศึกษาและแตกฉานในด้านพระเวทย์วิทยาคมในเวลาต่อมา
เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น มีบันทึกเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยและทิศทางชีวิตของท่านว่า ในช่วงอายุ ปี เด็กหนุ่มคูณมีความชื่นชอบในศิลปะการแสดงพื้นบ้านและเคยมีความใฝ่ฝันลึกๆ ที่อยากจะเป็น "หมอเพลงโคราช" ซึ่งเป็นมหรสพและอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดในท้องถิ่นยุคนั้น ทว่าท้ายที่สุด ด้วยชะตาชีวิตและอุปนิสัยที่ฝักใฝ่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนามากกว่า ท่านจึงได้ลั่นวาจาอันเป็นสัจจะไว้กับผู้เป็นน้าสาวว่า "น้าคอยดูเด้อ หากฉันได้บวชแล้ว ขอรับรองว่าฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนวันตายเลยแหละ" ซึ่งวาจาสิทธิ์ในวัยหนุ่มนี้ ได้ปรากฏเป็นจริงทุกประการตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตท่าน
เมื่ออายุครบบริบูรณ์ ปี นายคูณ ฉัตรพลกรัง ได้ตัดสินใจสละเพศฆราวาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตามประเพณีของชายไทย ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พิธีอุปสมบทจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ตรงกับปีวอก
ในการอุปสมบทครั้งประวัติศาสตร์นั้น มีคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ของอำเภอด่านขุนทดเป็นผู้ประกอบพิธีสำคัญ ได้แก่:
ในการนี้ ท่านได้รับฉายานามทางธรรมว่า "ปริสุทฺโธ" ซึ่งแปลความหมายได้ว่า "ผู้บริสุทธิ์" หรือ "ผู้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง" นามฉายานี้ไม่เพียงแต่เป็นชื่อเรียกทางศาสนา แต่ยังสอดคล้องกับปฏิปทาและแนวทางการดำเนินชีวิตของท่านในกาลต่อมา ที่ดำรงตนอย่างสมถะ เรียบง่าย และปราศจากการสะสมกิเลสวัตถุใดๆ ตลอดอายุขัย
ภายหลังจากการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระคูณ ปริสุทฺโธ ได้จำพรรษาและเริ่มต้นศึกษาพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดถนนหักใหญ่ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ท่านสามารถสอบไล่ได้ "นักธรรมชั้นตรี" ซึ่งเป็นการศึกษาพื้นฐานของคณะสงฆ์ไทย ทว่าความสนใจที่แท้จริงของท่านมิได้หยุดอยู่เพียงการศึกษาในทางทฤษฎีหรือคันถธุระเท่านั้น ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและพุทธาคมอย่างถ่องแท้ ท่านจึงได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อแดง ชินบุตโต แห่งวัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา
หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ถือเป็นพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนั้น ท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ อีกทั้งยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อคูณได้คอยปรนนิบัติรับใช้และศึกษาข้อวัตรปฏิบัติตลอดจนพระเวทย์วิทยาคมจากหลวงพ่อแดงอย่างใกล้ชิดและยาวนาน จนกระทั่งหลวงพ่อแดงเล็งเห็นถึงความเพียร ความบริสุทธิ์ของสภาวะจิต และอัจฉริยภาพของศิษย์ผู้นี้ จึงได้นำหลวงพ่อคูณเดินทางไปฝากฝังให้เป็นศิษย์ของ หลวงพ่อคง พุทธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ ซึ่งเป็นสหธรรมิก (เพื่อนพระภิกษุ) ที่หลวงพ่อแดงให้ความเคารพนับถือ และมักจะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางธรรมและทางไสยเวทย์กันอยู่เสมอ
หลวงพ่อคง วัดถนนหักใหญ่ ได้เมตตาถ่ายทอดวิชาอาคมขั้นสูง การเขียนและการจารอักขระขอมโบราณ การลงอักขระตะกรุด และหลักวิปัสสนากรรมฐานขั้นอุกฤษฏ์ให้แก่หลวงพ่อคูณอย่างหมดจด เมื่อการศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสำนักสำเร็จลุล่วง หลวงพ่อคงได้ให้คำแนะนำอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า หากต้องการทดสอบกำลังใจและให้การปฏิบัติธรรมบรรลุถึงขั้นสูงสุด จะต้องออกจาริกธุดงค์เพื่อแสวงหาความวิเวกในป่าลึก
หลวงพ่อคูณจึงได้ออกจาริกธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าจากวัดบ้านไร่ มุ่งหน้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านเดินทางไปถึงพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก่อนจะข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้าสู่ดินแดนของประเทศลาว (สปป.ลาว ในปัจจุบัน) โดยจาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพรที่เต็มไปด้วยอุปสรรค นานาภยันตราย ไข้ป่า สัตว์ร้าย และความยากลำบาก ท่านได้ธุดงค์ผ่านสถานที่สำคัญเชิงจิตวิญญาณหลายแห่ง เช่น ภูเขาควาย (ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของพระธุดงค์และฤๅษีชีไพรผู้ทรงศีล), นครหลวงพระบาง, ทุ่งไหหิน, แก่งหลี่ผี และมหานทีสี่พันดอน ก่อนจะข้ามพรมแดนกลับมาจาริกต่อในเขตประเทศกัมพูชา การธุดงค์อย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางความเป็นความตายนี้เอง ที่เป็นกระบวนการหล่อหลอมจิตวิญญาณให้หลวงพ่อคูณบรรลุถึงสภาวะแห่งความหลุดพ้นจากความกลัว ความตาย และความยึดติดในอัตตาตัวตน ทำให้จิตของท่านมีความกล้าแข็งและทรงพลังทางวิทยาคมในเวลาต่อมา
หลังจากใช้เวลาหลายปีในการธุดงค์วัตรเพื่อเจริญสมณธรรม หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ได้เดินทางกลับมาตุภูมิและปักกลดจำพรรษา ณ วัดบ้านไร่ ในราวปี พ.ศ. 2496 ซึ่งในขณะนั้นวัดบ้านไร่ยังมีสภาพเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่ทรุดโทรม มีเพียงกุฏิหลังคามุงแฝกเล็กๆ ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างถวาย นับจากนั้นเป็นต้นมา วัดบ้านไร่ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเผยแผ่ธรรมะและการสงเคราะห์มหาชนของท่านตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
แม้หลวงพ่อคูณจะเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ท่านกลับเป็นพระเถระที่ปฏิเสธยศถาบรรดาศักดิ์และการปกครองทางคณะสงฆ์มาโดยตลอด ในวัยหนุ่มเมื่อท่านมีพรรษาเกิน พรรษา ท่านถูกนิมนต์ให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ (คู่สวด) ซึ่งท่านก็รับตำแหน่งเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีพระภิกษุรูปอื่นสามารถทำหน้าที่แทนได้ ท่านก็ขอลาออกทันที ต่อมามีการเสนอตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกุดพิมานและตำแหน่งพระครู ท่านก็ปฏิเสธทั้งสิ้น รวมถึงในปี พ.ศ. 2527 เมื่อครั้งจำพรรษาที่วัดสระแก้ว ก็มีผู้ขอร้องให้ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านก็ไม่ยอมรับ โดยท่านได้ให้เหตุผลตามสไตล์ภาษาพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมด้วยปรัชญาว่า:
"อย่างกูก็เป็นแค่หลวงพ่อคูณเท่านั้น ถ้าจะเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่เอาไหนจะไปทำอะไรได้ นอกจากขอข้าวชาวบ้านเขากินไปวันๆ เท่านั้น หาได้ทำประโยชน์อะไรได้ในเมื่อมุ่งหลงอยู่กับยศศักดิ์ และคำเยินยอ พระย่อมปฏิเสธซึ่งโชคลาภ อามิสทั้งหลาย ใครก็ตามเมื่อติดลาภ ติดยศแล้ว ก็ไม่อยากที่จะไขว่คว้าหาความเป็นผู้รู้ต่อไป"
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการงานศาสนสงเคราะห์ระดับชาติ องค์พระมหากษัตริย์และมหาเถรสมาคมได้เล็งเห็นถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของท่าน จึงได้พระราชทานสมณศักดิ์ให้แก่ท่านตามลำดับ ดังนี้:
ในสายการปกครองคณะสงฆ์ ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11
งานด้านสาธารณูปการและการสงเคราะห์สังคม (Social Welfare) ของหลวงพ่อคูณนับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของประเทศไทยยุคใหม่ เงินบริจาคที่มหาชนหลั่งไหลนำมาถวายท่านด้วยความศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นจากการทำบุญหรือการเช่าบูชาวัตถุมงคล ล้วนถูกส่งต่อเพื่อการกุศลทั้งหมด ท่านไม่เคยสะสมสมบัติส่วนตัว มีบันทึกว่าในแต่ละวันและแต่ละเดือน ท่านบริจาคปัจจัยช่วยเหลือสาธารณกุศลเป็นจำนวนหลายแสนถึงหลายล้านบาท
ปรัชญาเบื้องหลังการบริจาคทานอย่างมหาศาลนี้ หลวงพ่อคูณได้กล่าวไว้อย่างลึกซึ้งว่า "หลวงพ่อเป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบายใจ" ผลงานการก่อสร้างและพัฒนาชุมชนที่สำคัญ ครอบคลุมในหลายมิติ ได้แก่:
แม้หลวงพ่อคูณจะไม่มีสำนักปฏิบัติธรรมที่เป็นระบบตายตัวเช่นเกจิอาจารย์สายวัดป่า แต่บารมีและข้อวัตรปฏิบัติของท่านได้ดึงดูดพระภิกษุหลายรูปให้เข้ามาศึกษาและฝากตัวเป็นศิษย์ สายธรรมพุทธาคมและการสงเคราะห์สังคมของหลวงพ่อคูณที่สำคัญและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน ได้แก่:
พุทธาคมของหลวงพ่อคูณ ถือเป็นสายวิทยาคมที่ผสมผสานระหว่าง "พุทธคุณ" (การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง) และ "ไสยเวทย์เชิงป้องกันภัย" (แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี มหาอุด) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดทักษะและการฝึกจิตมาจากหลวงพ่อแดงและหลวงพ่อคง ความโดดเด่นของหลวงพ่อคูณคือท่านไม่ได้อาศัยตำรายืดยาวซับซ้อน แต่เน้นที่ "พลังจิต" ที่แน่วแน่และบริสุทธิ์จากการเจริญวิปัสสนา
จากการศึกษาประวัติ ไม่มีหลักฐานว่าหลวงพ่อคูณได้เขียน "ตำราพระเวทย์" เป็นเล่มสมุดข่อยหรือคัมภีร์ใบลานเผยแพร่ต่อสาธารณะ การสืบทอดวิชาของท่านเป็นการถ่ายทอดแบบปากเปล่า (มุขปาฐะ) และการลงมือปฏิบัติให้ศิษย์ดู (เช่น การสอนหลวงพ่อทองจารอักขระยันต์) สิ่งที่เป็นบันทึกวิชาของท่านอย่างแท้จริงคือ "อักขระเลขยันต์" ที่ปรากฏอยู่บนด้านหลังเหรียญวัตถุมงคล ผ้ายันต์ และตะกรุดที่ท่านได้เมตตาสร้างไว้
วิชาที่เป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อคูณเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ "วิชาฝังตะกรุดทองคำ" ท่านจะใช้ตะกรุดทองคำขนาดเล็กที่ผ่านการจารอักขระและอธิษฐานจิตปลุกเสกอย่างเข้มขลัง ใช้ท่อนไม้ตอกส่งตะกรุดให้แทรกเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนของลูกศิษย์ชาย ผู้ที่ได้รับการฝังตะกรุดเชื่อกันว่าจะแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุและภยันตรายทั้งปวง ทว่าวิชานี้มิใช่เวทมนตร์งมงาย หลวงพ่อคูณมักจะกำชับ "ข้อห้าม" ที่เข้มงวดควบคู่กันเสมอ เพื่อให้ศิษย์รักษาศีล ได้แก่:
ความโดดเด่นในคาถาอาคมของหลวงพ่อคูณ คือคาถาที่สั้น กระชับ แต่ทรงพลังอำนาจจิต คาถาสำคัญที่มีการบันทึกไว้ มีดังนี้:
1. คาถาเรียกเงินและมหาลาภ (คาถาแคล้วคลาด) คาถานี้ใช้สวดเพื่อเสริมสิริมงคล เรียกโชคลาภ ค้าขายดี และป้องกันอันตราย นิยมสวดก่อนเปิดร้านหรือเดินทาง
วิธีสวด: ตั้งนะโม จบ (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ)
บทสวด: "พุทธังโหม ธัมมังโหม สังฆังล้อม อันตะรายานิวาศสันติ"
คำแปล/ความหมาย: ขออำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงมาประสิทธิเม ประดุจกำแพงแก้วล้อมรอบปกปักรักษา ให้ภยันตรายและความขัดข้องทั้งปวงพินาศดับสูญไป และนำพาสิ่งมงคลมาสู่ชีวิต
2. คาถาอักขระยันต์หลังเหรียญ (คาถาสร้างบารมี) นี่คืออักขระขอมที่หลวงพ่อคูณมักใช้จารลงบนวัตถุมงคลและเหรียญรุ่นสำคัญๆ เช่น เหรียญรุ่นสร้างบารมี ปี 2519
บทสวด/รอยจาร: "มะ อะ อุ ยา นะ ยา อุ อะ มะ"
ความหมาย: "มะ อะ อุ" คือ หัวใจพระไตรปิฎกหรือหัวใจพระรัตนตรัย (มะ = พระพุทธ, อะ = พระธรรม, อุ = พระสงฆ์) การสลับอักขระไปมา (อนุโลม-ปฏิโลม) เป็นการผูกยันต์ตามหลักไสยเวทย์เพื่อตรึงกำลังของพระคาถาให้เข้มขลัง โดดเด่นในด้านมหาอุดและแคล้วคลาด
3. คำบริกรรมวิปัสสนากรรมฐาน (มรณานุสสติ) แม้ชาวบ้านจะมองว่าท่านเป็นจอมขมังเวทย์ แต่แก่นแท้ของการปฏิบัติของท่านคือวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูง
วิธีปฏิบัติ: เวลานั่งสมาธิ หายใจเข้าให้บริกรรมว่า "ตาย" หายใจออกให้บริกรรมว่า "แน่"
ภาวนาต่อเนื่อง: "เป็นตายแน่... ตายแน่... ตายแน่"
ความหมาย: นี่คือการเจริญ "มรณานุสสติ" หรือการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เมื่อจิตตระหนักว่าความตายเป็นสิ่งแน่แท้และหนีไม่พ้น จิตจะคลายจากการยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ลดความโลภ โกรธ หลง เกิดความสงบ ปล่อยวาง และเข้าสู่สมาธิขั้นลึกได้อย่างรวดเร็ว
4. คาถาหัวใจสำคัญสูงสุด (พุทโธ) หลวงพ่อคูณมักสอนศิษย์เสมอว่า เครื่องรางหรือคาถาใดๆ ก็ไม่สู้การฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันธรรม ท่านย้ำเสมอว่า:
"ถ้ามีใจอยู่กับ พุทโธ ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง... ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก"
วัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ได้รับการยอมรับจากวงการผู้นิยมพระเครื่องว่ามีประสบการณ์และพุทธคุณครอบจักรวาล ด้วยความที่ท่านมีเมตตาอนุญาตให้จัดสร้างพระเครื่องจำนวนมากเพื่อนำรายได้ไปสร้างสาธารณกุศล ทำให้มีวัตถุมงคลในทำเนียบนับพันรุ่น ทว่ามีเพียงไม่กี่รุ่นที่ถูกจัดให้อยู่ใน "ทำเนียบยอดนิยม" (Top Tier) ซึ่งมีมูลค่าการเช่าหาในตลาดพระเครื่องพุ่งสูงถึงหลักแสนและหลักล้านบาท
ตารางด้านล่างนี้รวบรวมรายการพระเครื่องสำคัญ รุ่น ที่ได้รับการยอมรับสูงสุด พร้อมรายละเอียดการจัดสร้างและการพิจารณาแท้-เทียม (ข้อมูลมูลค่าอ้างอิงจากตลาดพระเครื่อง ณ ปี พ.ศ. 2568-2569):
| ลำดับ | ชื่อรุ่นวัตถุมงคล | ปี พ.ศ. สร้าง | พิมพ์ทรง/ลักษณะ | มวลสาร/เนื้อโลหะ | จำนวนการสร้างโดยประมาณ | พุทธคุณเด่น | ลักษณะพิเศษ/วิธีแยกแท้-เทียม (จุดตำหนิ) | ราคาตลาดปัจจุบัน (ประมาณการ) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | เหรียญรุ่นสร้างบารมี | 2519 | เหรียญรูปไข่ นั่งเต็มองค์ | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ, ทองแดงรมดำ | รวมประมาณ 3,000 กว่าเหรียญ | แคล้วคลาด, มหาอุด, ครอบจักรวาล | ตอกโค้ดคมชัด: "คปร" (เงิน/ทองแดง), "คป" (นวะ) | สภาพสวยแชมป์ เนื้อทองคำ/เงิน ทะลุ 10,000,000 บาท 18 |
| 2 | เหรียญรุ่นแรก (รุ่นโยนสระ) | 2512 | เหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์ (ออกวัดแจ้งนอก) | ทองแดงรมดำ | 10,000 เหรียญ | แคล้วคลาด, คงกระพัน, เมตตามหานิยม | เหรียญมีความคมชัด ไม่บวม, หูเหรียญและรอยตัดขอบมีเอกลักษณ์เฉพาะ | 500,000 - 1,000,000 บาท 18 |
| 3 | เหรียญรุ่นนั่งพานชนะมาร | 2537 | เหรียญรูปทรงเสมา นั่งพาน | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ, ทองแดง | ไม่ระบุชัดเจนแน่ชัด แต่ได้รับความนิยมสูงมาก | เมตตา, ชนะอุปสรรค, โชคลาภ | บล็อกสวยคมชัดที่สุด, มีการตอกโค้ดและตอกหมายเลข (Running Number) ทุกเหรียญ | เนื้อหลักๆ หมายเลขสวย ถึงหลัก 1,000,000 บาท 18 |
| 4 | พระกริ่งญาณวิทยาคม | 2535 | พระกริ่งลอยองค์ | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ | ไม่ระบุชัดเจน | รักษาโรค, เมตตาบารมี, เลื่อนยศ | ใต้ฐานมีรอยจาร โค้ดคมชัด พระพักตร์มีเอกลักษณ์ | ทองคำ: 500k-1M ฿, เงิน: 30k-60k ฿, นวะ: 10k-20k ฿ 20 |
| 5 | เหรียญรุ่นเจริญพรบน | 2536 | เหรียญรูปไข่ ครึ่งองค์ มีคำว่า "เจริญพร" ด้านบน | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ, ทองแดง | หลักหมื่นเหรียญ | ความเจริญรุ่งเรือง, เมตตามหานิยม | ตัวหนังสือคมชัด เหรียญไม่บวม โค้ดตอกด้วยเหล็กตอกลึก 22 | สภาพสวยเนื้อทองแดง หลักหมื่น, เนื้อหลักๆ หลักแสนถึงล้าน 18 |
| 6 | เหรียญรุ่นรับเสด็จ | 2536 | เหรียญรูปทรงเสมา | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ, ทองแดง | องค์รวมหลักหมื่น | แคล้วคลาด, เสริมอำนาจวาสนา | บล็อกนิยม เช่น "บล็อก อ.แตก" ตัวอักษรคมชัด ไม่เบลอ | เนื้อทองแดง 3,000 - 5,000 บาท, เนื้อหลักๆ หลักแสน 24 |
| 7 | เหรียญคุณพระเทพประทานพร | 2536 | เหรียญเสมานั่งเต็มองค์ | ทองคำ, เงิน, นวโลหะ, ทองฝาบาตร, ทองแดง | สร้างปริมาณมากเพื่อหาทุนมูลนิธิ | โชคลาภ, เงินทองไหลมา | มีโค้ดตอกชัดเจน รอยตัดขอบเหรียญเป็นตัวจ่ายเงิน | เนื้อเงิน 1,500 - 4,000 บาท, สภาพสวยแชมป์เนื้อหลักแตะหลักแสน 18 |
| 8 | เหรียญคุณพระเทพวิทยาคม | 2556 | เหรียญเสมา / เหรียญรูปไข่ | ทองคำลงยา, เงิน, นวโลหะ, ทองแดง | ทองคำ(99), เงิน(999), นวะ(2499), ทองแดง(19999) | เป็นพิธีปลุกเสกที่รวบรวมเกจิมากที่สุดรุ่นหนึ่ง | ความสวยงามระดับมาสเตอร์พีซ โค้ดและหมายเลขเลเซอร์ชัดเจน | ทองคำ 200,000 บาท, นวะ/เงิน หลักหมื่น 25 |
การพิจารณาพระแท้-พระเทียม (ข้อสังเกตหลัก):
เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณได้รับความนิยมสูง จึงมีการทำปลอม (เก๊) ออกมาอย่างกว้างขวาง เซียนพระระดับแนวหน้าได้ให้หลักการพิจารณาเบื้องต้นไว้ ข้อหลัก คือ:
ความศรัทธาของมหาชนที่มีต่อหลวงพ่อคูณ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการสร้างวัตถุมงคล แต่เกิดจาก "ประสบการณ์ประจักษ์ชัด" ของผู้ที่รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ระดับชาติในยุคทศวรรษที่ 2530 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานจนบางครั้งเกิดการละเลยมาตรฐานความปลอดภัย
เหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตะลึงและโศกเศร้าไปทั่วประเทศเกิดขึ้นเมื่อวันที่ สิงหาคม พ.ศ. 2536 โรงแรมรอยัลพลาซ่า ความสูง ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองนครราชสีมา ได้พังถล่มลงมาอย่างราบคาบในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากการต่อเติมอาคารบนชั้น 5-6 โดยประมาท ผิดหลักวิศวกรรมโยธา และไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้
ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง ปรากฏว่ามีผู้รอดชีวิตหลายรายที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปาฏิหาริย์ โดยผู้รอดชีวิตหลายคนให้การตรงกันว่าพวกเขาได้สวมใส่ "เหรียญหลวงพ่อคูณ" ติดตัว และในวินาทีเฉียดตายได้ตั้งสติภาวนาขอให้บารมีของหลวงพ่อช่วยปกปักรักษา ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่องเล่าและคำทำนายที่ถูกอ้างอิงในหมู่ศิษยานุศิษย์อย่างกว้างขวางว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ หลวงพ่อคูณได้กล่าวเตือนเป็นนัย หรือเมื่อมีคนถามถึงความมั่นคงของตึกดังกล่าว ท่านเคยกล่าวด้วยสัจวาจาว่า "กูว่าไม่ล้มดอก" ซึ่งในภายหลังลูกศิษย์ได้ตีความคำพูดนี้ว่า ท่านหมายถึง "ผู้ที่เชื่อมั่น มีสติ และปฏิบัติดี จะไม่ล้มตาย" มิใช่หมายถึงตัวโครงสร้างตึกจะไม่ถล่ม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ความศรัทธาในพุทธคุณวัตถุมงคลของท่านพุ่งทะยานถึงขีดสุด ผู้คนนับแสนจากทั่วสารทิศแห่แหนเดินทางมายังวัดบ้านไร่เพื่อขอพึ่งบารมีและเช่าหาวัตถุมงคล
ในปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2536 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิตถึง ราย เนื่องจากประตูกั้นไฟถูกล็อก ทางหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน และอาคารพังถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีหนีตาย คนงานจำนวนมากต้องตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้น และชั้น ของอาคาร มีรายงานข่าวและเสียงสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตระบุว่า คนงานที่รอดจากการบาดเจ็บสาหัสหรือรอดชีวิตราวปาฏิหาริย์จากการกระโดดตึก ส่วนหนึ่งได้กำพระเครื่องของหลวงพ่อคูณไว้ในมือแน่น พร้อมตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงบารมีของท่านก่อนทิ้งตัวลงมา เหตุการณ์ระดับชาติทั้งสองเหตุการณ์นี้ ทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมทางจิตวิทยาที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของหลวงพ่อคูณในฐานะ "เทพเจ้าแห่งความแคล้วคลาด" สำหรับชนชั้นแรงงานและประชาชนทั่วไปในสังคมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม บารมีที่แท้จริงและยิ่งใหญ่ที่สุดของหลวงพ่อคูณ ซึ่งนักวิชาการและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนายกย่อง คือ "บารมีทาน" (การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน) ท่านสอนปรัชญาการใช้ชีวิตผ่านถ้อยคำพื้นบ้านที่ตรงไปตรงมา โดยมักใช้สรรพนาม "กู-มึง" ซึ่งสะท้อนถึงความจริงใจ ความใกล้ชิด และการทำลายกำแพงของสมณศักดิ์ที่สูงส่ง คำสั่งสอนของท่านมักแฝงไปด้วยความห่วงใยในความมั่นคงของชาติและสังคม ท่านมักสอนเสมอว่า:
"อย่าไปแตกสามัคคีกันนะลูกหลานเอ้อ ถ้าแตกสามัคคีกันแล้ว ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็อยู่ไม่ได้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะอยู่ได้ก็เพราะลูกหลาน รักกันต่อหน้าและลับหลัง ไม่คิดจะแตกจะแยกกัน บ้านเมืองอยู่ดีกินดี สบายใจกันทั้ง ทาง กูบอกมึงได้แค่นี้แหละ"
สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่า พุทธคุณที่เด่นชัดที่สุดของหลวงพ่อคูณ มิใช่เพียงปาฏิหาริย์ทางกายภาพ แต่คือปาฏิหาริย์แห่งความเมตตาที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ตระหนักถึงการให้และการเสียสละ
หลังจากที่ได้อุทิศตนกรำงานหนักเพื่อพระพุทธศาสนาและการสงเคราะห์สังคมมาตลอดชีวิต สุขภาพของหลวงพ่อคูณเริ่มถดถอยลงตามวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ซึ่งท่านมีอาการเลือดคั่งในสมองและต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด รวมถึงมีภาวะหลอดลมอักเสบและโรคประจำตัวในวัยชรา ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของชีวิต ท่านต้องเข้าออกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) ได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สาเหตุจากภาวะแทรกซ้อนของโรคชราและระบบอวัยวะภายในล้มเหลว สิริรวมอายุได้ ปี (หรือย่าง ปี ตามการนับบางคติ) พรรษา การมรณภาพของท่านสร้างความอาลัยและโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งแก่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน
สิ่งที่ตอกย้ำความเป็น "อริยสงฆ์ผู้สละทิ้งอัตตาและอวิชชา" อย่างสมบูรณ์แบบ คือ "พินัยกรรม" ที่ท่านได้ให้ทนายความและผู้เกี่ยวข้องจัดทำไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุมเมื่อวันที่ มิถุนายน พ.ศ. 2543 (ขณะท่านมีอายุ ปี) พินัยกรรมฉบับนี้มีพยานรับรองความถูกต้อง คน (รวมถึง รศ.สุขชาติ เกิดผล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่)
เนื้อหาในพินัยกรรมมีสาระสำคัญ ประการ ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญที่สกัดกั้นความวุ่นวาย การแย่งชิงสรีระ และการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสังขารของท่านได้อย่างเด็ดขาด ดังนี้:
พินัยกรรมฉบับนี้สะท้อนปรัชญาอันลึกซึ้งที่ว่า สังขารของมนุษย์นั้นเป็นเพียงธาตุสี่ที่ต้องเสื่อมสลาย การนำร่างที่ไร้วิญญาณไปทำประโยชน์ทางการแพทย์ย่อมมีคุณค่ามหาศาลกว่าการเก็บไว้ให้คนกราบไหว้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แม้ศิษยานุศิษย์ชาวด่านขุนทดจำนวนมากจะเรียกร้องขอนำสรีระสังขารกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านไร่ แต่ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยืนยันที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ในพินัยกรรมอย่างเคร่งครัด 33 (ดังนั้น ในกรณีของหลวงพ่อคูณ จึงไม่มีการประดิษฐานสรีระสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยไว้ที่วัดแต่อย่างใด)
หลังจากสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณได้ทำหน้าที่ "ครูใหญ่" อย่างสมบูรณ์ครบวาระ ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้กำหนดจัดพิธีฌาปนกิจในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562 แม้พินัยกรรมจะระบุให้จัดการอย่างเรียบง่าย แต่ด้วยแรงศรัทธาและความเคารพเทิดทูนสูงสุดของรัฐบาลและมหาชน ทางมหาวิทยาลัยจึงได้ออกแบบเมรุชั่วคราวให้สมพระเกียรติภายใต้แนวคิด "สมถะ เรียบง่าย และบริสุทธิ์"
สถานที่จัดงานตั้งอยู่ ณ สระน้ำด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น บนเนื้อที่ ไร่ มีการสร้างเมรุลอยเป็นรูป "นกหัสดีลิงค์เทินบุษบก" สีขาวล้วน มีความสูงถึง เมตร (เทียบเท่าอาคาร ชั้น) ตั้งอยู่บนฐานจำลองเขาพระสุเมรุและสระอโนดาต รายล้อมด้วยสัตว์หิมพานต์ ตัว และพญานาค ตัว โครงสร้างส่วนใหญ่ใช้กระดาษสีขาวเพื่อความเรียบง่ายและเผาไหม้ได้หมดจด
ตามคติความเชื่อโบราณของล้านนาและอีสาน การฌาปนกิจพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่จะต้องทำบนหลังนกหัสดีลิงค์ และก่อนการเผาจะต้องมีพิธีฆ่านกโดยผู้ที่สืบเชื้อสาย "นางสีดา" เท่านั้น คณะกรรมการจัดงานจึงได้เชิญคุณยายวัย ปี จากจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายนางสีดาตามตำนานตัวจริง มาร่วมประกอบพิธีศรศิลป์ฆ่านกหัสดีลิงค์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อส่งดวงวิญญาณหลวงพ่อคูณสู่สรวงสวรรค์
หลังเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงศพ เถ้าอังคารทั้งหมดของหลวงพ่อคูณได้ถูกอัญเชิญไปประกอบพิธีลอยอังคารบริเวณพระธาตุหล้าหนอง กลางลำแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย คืนสู่ธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบตามความประสงค์ในพินัยกรรมทุกประการ เป็นอันปิดฉากตำนานสรีระสังขารของพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน เหลือทิ้งไว้เพียงคุณูปการ สถาปัตยกรรมแห่งความดี และร่องรอยแห่งบารมีธรรมให้ชนรุ่นหลังได้ระลึกถึง
ศึกษาประวัติ สถาปัตยกรรม และข้อมูลการเข้ากราบไหว้ วัดบ้านไร่ ด่านขุนทด นครราชสีมา
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้รวบรวม สังเคราะห์ และอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ฐานข้อมูลประวัติพระสงฆ์ และรายงานข่าวที่น่าเชื่อถือ ดังรายการต่อไปนี้: