หลวงปู่ทวด — มหาเกจิแห่งแผ่นดินสยาม ตำนานเหยียบน้ำทะเลจืด ผู้คุ้มครองแคล้วคลาด
ตำนานสยามพระเครื่อง
ความเชื่อและความศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนาของสังคมไทย ตลอดจนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการหล่อหลอมและสืบทอดผ่านเรื่องราวของพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมและวิทยาคม หนึ่งในนามที่ได้รับการสักการะบูชาอย่างสูงสุดและมีอิทธิพลทางจิตใจข้ามพ้นกาลเวลามานานกว่าสี่ศตวรรษคือ "สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันอย่างกว้างขวางในคติชนวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในนาม "หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด" หรือ "สมเด็จเจ้าพะโคะ" การดำรงอยู่ของท่านไม่เพียงแต่เป็นที่ประจักษ์ในมิติของตำนาน อิทธิปาฏิหาริย์ และความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับการปกครอง การพระราชทานที่ดินกัลปนา และการสถาปนาอำนาจรัฐในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนกลาง
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ชาติภูมิ วัตรปฏิบัติ วิทยาคม ตลอดจนอิทธิพลของสรีระสังขารและวัตถุมงคลที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในยุคหลัง โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยเชิงวิชาการ บันทึกทางศาสนา และการวิเคราะห์ทางมานุษยวิทยา เพื่อนำเสนอภาพรวมที่สมบูรณ์และลึกซึ้งที่สุดเกี่ยวกับชีวิตและมรดกทางธรรมของพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปนี้ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและประชาคมอาเซียน
การทำความเข้าใจบริบทชีวิตของหลวงปู่ทวด จำเป็นต้องพิจารณาจากสภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของหัวเมืองทางภาคใต้ในสมัยอยุธยา ตามบันทึกและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่า ท่านมีนามเดิมว่า "ปู" ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2112–2133) โดยท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ปีมะโรง ตรงกับวันที่ มีนาคม พ.ศ. 2125 สถานที่เกิดของท่านตั้งอยู่ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับการจัดตั้งเป็นอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ภูมิลำเนาแห่งนี้ในอดีตถือเป็นศูนย์กลางทางอารยธรรมและพุทธศาสนาบนคาบสมุทรมลายูตอนบน
ครอบครัวของเด็กชายปูมีฐานะยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง บิดาชื่อ "นายหู" และมารดาชื่อ "นางจันทร์" ทั้งสองประกอบอาชีพเกษตรกรรมและตกอยู่ในสถานะ "ข้าอาศัย" หรือทาสในเรือนเบี้ยของคฤหาสน์เศรษฐีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนามว่า "เศรษฐีปาน" สถานะทางสังคมเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบอุปถัมภ์และการพึ่งพาอาศัยในระบบศักดินาของหัวเมืองปักษ์ใต้ในอดีต ซึ่งผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินของตนเองจำต้องนำแรงงานและอิสรภาพไปแลกเปลี่ยนกับที่พักอาศัย ปัจจัยสี่ และการคุ้มครองจากคหบดีหรือผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ชีวิตวัยเด็กของท่านจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความยากลำบากและการตรากตรำทำงานหนักของบิดามารดา
ทว่าท่ามกลางความแร้นแค้น ได้ปรากฏเรื่องเล่าอันเป็นปฐมบทแห่งปาฏิหาริย์ที่บ่งบอกถึงบุญญาธิการของทารกน้อย ตามตำนาน "ดวงแก้วคู่บารมี" ที่ได้รับการบันทึกในเอกสารของวัดและคำบอกเล่าของชาวบ้านระบุว่า ในวันหนึ่งขณะที่นางจันทร์และนายหูออกไปเกี่ยวข้าวในนาของเศรษฐีปานตามปกติ ได้นำทารกน้อยผูกเปลให้นอนพักอยู่ใต้ร่มต้นจิกบริเวณริมนา เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงและมารดาต้องการจะให้นมบุตร ได้เดินกลับมาที่เปลและต้องพบกับปรากฏการณ์ที่น่าตระหนกตกใจอย่างยิ่ง เมื่อมีงูจงอางขนาดมหึมาขดตัวพันรอบเปลของทารกไว้โดยชูคอแผ่แม่เบี้ยไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ งูจงอางตัวนั้นมิได้ทำอันตรายใดๆ แก่เด็กชายปู แต่กลับคาย "เมือกแก้ว" หรือดวงแก้ววิเศษที่มีแสงสว่างแวววาวทิ้งไว้บริเวณหน้าอกของทารกก่อนจะเลื้อยหายไปในป่าลึก
เมื่อเศรษฐีปานทราบข่าวถึงปรากฏการณ์อัศจรรย์นี้และได้เดินทางมาเห็นดวงแก้ววิเศษด้วยตาตนเอง เกิดความโลภและได้ออกอุบายขอดวงแก้วไปครอบครองโดยอ้างสิทธิ์ความเป็นนายจ้างและเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าในเชิงคติธรรมระบุว่าหลังจากที่เศรษฐีปานนำดวงแก้วไป ครอบครัวและธุรกิจของเขากลับประสบกับความวิบัติ เกิดอุบัติเหตุ การค้าล้มเหลว และสมาชิกในครอบครัวเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างกะทันหันหาสาเหตุไม่ได้ เศรษฐีปานเกิดความหวาดกลัวและตระหนักว่านี่คืออาเพศที่เกิดจากการแย่งชิงของวิเศษจากทารกผู้มีบุญมาเกิด จึงได้นำดวงแก้วมาคืนให้แก่นายหูและนางจันทร์ พร้อมทั้งกล่าวขอขมาและปลดปล่อยครอบครัวนี้ให้เป็นอิสระจากการเป็นข้าทาส เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวนายหูดีขึ้นตามลำดับ สามารถลืมตาอ้าปากได้ และดวงแก้วดังกล่าวยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งบุญบารมีของหลวงปู่ทวด ที่ถูกอ้างอิงถึงในวรรณกรรมและได้รับการจำลองลงในวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ในยุคหลังอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนาของบิดามารดา และเพื่อให้บุตรชายได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน หลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งความยากลำบาก เมื่อเด็กชายปูมีอายุได้ ขวบ นายหูและนางจันทร์จึงได้นำบุตรชายไปฝากฝังให้เป็นศิษย์วัดและเรียนหนังสือกับสมเด็จพระชินเสน หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "หลวงลุงจัต" (บางตำราเรียก สมภารจวง) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกแห่งวัดดีหลวง ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสำนักเรียนใหญ่ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เด็กชายปูได้แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมเหนือเด็กทั่วไป ท่านสามารถจดจำและเรียนรู้อักขระขอม ภาษาบาลีเบื้องต้น ตลอดจนหลักธรรมคำสอนได้อย่างแตกฉานในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่ออายุย่างเข้า ปี ท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างเป็นทางการโดยการบรรพชาเป็นสามเณร ได้รับฉายานามว่า "สามีราเมศ" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "สามีราม" การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นเรียกร้องให้ท่านต้องเดินทางไปแสวงหาความรู้จากสำนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ท่านจึงได้กราบลาพระอุปัชฌาย์เดินทางไปศึกษาต่อ ณ วัดสีหยัง (ปัจจุบันคือวัดสีคูยัง) เพื่อศึกษาวิชา "มูลกัจจายน์" คัมภีร์มูลกัจจายน์นี้เป็นคัมภีร์ไวยากรณ์บาลีชั้นสูงที่พระภิกษุสามเณรในยุคโบราณต้องศึกษาเพื่อให้แตกฉานในการแปลพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ ถือเป็นวิชาที่ยากและต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างมาก แต่สามเณรสามีรามก็สามารถใช้เวลาศึกษาจนสำเร็จหลักสูตรทุกประการ
การเข้าสู่อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาของท่านเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุครบ ปีบริบูรณ์ ในราวปี พ.ศ. 2145 สถานที่ในการอุปสมบทนั้นมีบันทึกที่แตกต่างกันในเอกสารทางประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานส่วนใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสนับสนุนว่าท่านได้รับการอุปสมบทและจำพรรษา ณ พันธสีมาวัดพะโคะ (หรือวัดราชประดิษฐาน) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลาในขณะนั้น ในขณะที่ตำนานบางสายระบุว่าท่านมีความเกี่ยวข้องกับการบรรพชาอุปสมบท ณ วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อของพระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจาจารย์ในพิธีอุปสมบทระดับพระภิกษุจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์และไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน แต่ท่านยังคงใช้ฉายาทางธรรมว่า "สามีราม" อันมีความหมายลึกซึ้งถึง "ผู้ที่มีความยินดีและรื่นรมย์ในพระธรรม" หรือ "ผู้เจริญรอยตามธรรม"
หลังจากที่อุปสมบทและศึกษาพระธรรมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจนแตกฉานไร้ผู้ทัดเทียม พระภิกษุสามีรามได้ตัดสินใจออกเดินทางจาริกไปยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา ศาสนา และอำนาจรัฐในขณะนั้น เพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทั้งในด้านพระธรรมวินัย วิชาบาลีชั้นสูง และการศึกษาวิชาไสยเวทย์วิทยาคม การเดินทางไกลในครั้งนั้นอาศัยเรือสำเภาของคหบดีชาวใต้ที่ชื่อ "เศรษฐีอิน" ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เองที่นำไปสู่เหตุการณ์อันเป็นตำนานหน้าสำคัญที่สุดที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของท่านตลอดกาล
เหตุการณ์ "เหยียบน้ำทะเลจืด" ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าขานเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจในหมู่ชาวบ้าน แต่ในทางมานุษยวิทยา ศาสนศึกษา และประวัติศาสตร์นิพนธ์ ถือเป็นกระบวนการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ (Sacralization) ที่ทำให้พระภิกษุรูปหนึ่งได้รับการยกย่องขึ้นสู่สถานะเทียบเท่าพระอริยบุคคลระดับสูงหรือพระโพธิสัตว์ ตำนานระบุว่า ในระหว่างที่เรือสำเภาของเศรษฐีอินกำลังแล่นฝ่าคลื่นลมในอ่าวไทยมุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา ได้เกิดพายุใหญ่อย่างรุนแรง ทำให้เรือสูญเสียทิศทางและต้องทอดสมอลอยลำอยู่กลางทะเลหลวงเป็นเวลาถึง วัน คืน
วิกฤตการณ์เกิดขึ้นเมื่อเสบียงน้ำจืดที่เตรียมไว้บนเรือได้ร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ลูกเรือและกัปตันต่างตกอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำดื่ม ท่ามกลางความตื่นตระหนก ความเหนื่อยล้า และความกลัวตาย เจ้าของเรือได้เกิดความเชื่อเรื่องโชคลางและกล่าวโทษว่า อาเพศครั้งนี้เป็นเพราะการรับพระภิกษุหนุ่มชาวใต้รูปนี้ขึ้นเรือมาด้วย จึงได้มีคำสั่งให้ลูกเรือจัดเตรียมเรือเล็กเพื่อนำพระภิกษุสามีรามไปปล่อยทิ้งไว้ที่เกาะร้าง ปัดภาระและลอยแพเพื่อหวังให้พายุสงบ
เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผลและการขับไล่อย่างไร้ความปรานี พระภิกษุสามีรามมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือตอบโต้ด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าท่านได้แสดงเมตตาบารมีและอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อระงับความขัดแย้งและช่วยเหลือสรรพสัตว์บนเรือ ท่านได้ก้าวเดินไปยังกาบเรืออย่างสงบ แล้วยื่นเท้าซ้ายหย่อนลงไปในผืนน้ำทะเลที่เค็มจัด พร้อมกับหลับตาเจริญสมาธิภาวนาตั้งจิตอธิษฐาน จากนั้นท่านได้กล่าวบอกให้ลูกเรือลองตักน้ำในบริเวณที่ท่านหย่อนเท้าลงไปนั้นขึ้นมาดื่มชิม ปรากฏการณ์อัศจรรย์เหนือธรรมชาติได้บังเกิดขึ้น เมื่อน้ำทะเลที่เค็มจัดและขมปร่า กลับกลายเป็นน้ำที่มีรสจืดสนิทและเย็นชื่นใจดั่งน้ำฝน
เมื่อเศรษฐีอินและบรรดาลูกเรือได้ตักน้ำขึ้นมาดื่มและพบว่าสามารถประทังชีวิตได้จริง ความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงและความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด ทุกคนบนเรือต่างคุกเข่ากราบขอขมาต่อพระภิกษุสามีราม และร่วมกันตักน้ำจืดที่เกิดจากปาฏิหาริย์นั้นใส่ภาชนะเก็บไว้ใช้ตลอดการเดินทาง จนกระทั่งสำเภาแล่นฝ่าคลื่นลมถึงกรุงศรีอยุธยาโดยสวัสดิภาพ เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านได้รับสมญานามที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันว่า "หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด"
เมื่อเดินทางถึงราชธานีกรุงศรีอยุธยา พระภิกษุสามีรามได้เข้าพำนักศึกษาพระธรรมวินัยและแสดงความแตกฉานในพระไตรปิฎกจนเป็นที่ประจักษ์แก่คณะสงฆ์ผู้ใหญ่ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์และตำนาน ท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (ในขณะที่บันทึกบางแห่งสันนิษฐานว่าการบูรณะวัดในเวลาต่อมาเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ 1) พระปรีชาสามารถของท่านในการแปลคัมภีร์ แก้ปริศนาธรรม และการแสดงธรรมเทศนาสนองพระราชศรัทธา ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์พัดยศให้ท่านเป็น "สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ซึ่งถือเป็นสมณศักดิ์ระดับสมเด็จพระราชาคณะที่สูงส่งยิ่ง
หลังจากพำนักในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาหลายปี สมเด็จพระราชมุนีสามีรามฯ ได้กราบถวายบังคมลาเพื่อเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม ณ วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ (วัดพะโคะ) จังหวัดสงขลา การกลับมาของท่านในฐานะพระมหาเถระชั้นสมเด็จสร้างความชื่นชมยินดีแก่ประชาราษฎร์ในพื้นที่เป็นอย่างมาก ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันถวายสมญานามท่านใหม่ว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" เพื่อแสดงถึงความเคารพยกย่องในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลา
ผลงานสำคัญที่สุดของท่านในเชิงการพัฒนาชุมชนและการเมืองระดับภูมิภาค คือการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ บริบททางประวัติศาสตร์ในเวลานั้น พื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลามักถูกรุกรานโดยกลุ่มโจรสลัดมลายูที่เรียกว่า "โจรสลัดอุชงคตนะ" (Ujong Tanah) ซึ่งได้ยกทัพเรือเข้าปล้นสะดมถึง ครั้ง และทำลายศาสนสถานหลายแห่ง รวมถึงเผาผลาญพระมาลิกเจดีย์วิหารที่วัดพะโคะจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ข้าพระและโยมสงฆ์ต้องหลบหนีแตกกระจัดกระจาย ทิ้งให้วัดวาอารามรกร้าง
ด้วยบารมี ภาวะผู้นำ และความศรัทธาที่ชุมชนมีต่อสมเด็จเจ้าพะโคะ ท่านได้รวบรวมชาวบ้านและเป็นแกนนำในการบูรณะพระมาลิกเจดีย์ที่ถูกทำลาย โดยก่อสร้างให้มีความสูงเพิ่มขึ้นเป็น เส้น วา (สูงกว่าเจดีย์เดิมถึง วา) ความสำคัญของการบูรณะครั้งนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางศาสนา แต่ยังส่งผลสะเทือนถึงมิติทางการเมืองและการปกครอง เมื่อความประจักษ์ถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ ราชธานีกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะยาว วา คืบลงมาถวาย พร้อมกันนี้ยังได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน "ที่ดินกัลปนา" จำนวน ฟ้อน (หน่วยพื้นที่ในสมัยโบราณ) พร้อมด้วยข้าพระโยมสงฆ์ เพื่ออุทิศผลประโยชน์จากที่ดินไร่นาให้แก่วัดพะโคะ
การพระราชทานกัลปนาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงรัฐศาสตร์ ศาสนวิชาการและนักประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า การยกที่ดินให้เป็นของวัด ถือเป็นการใช้สถาบันพระพุทธศาสนาในการสอดส่องดูแลพฤติการณ์ของฝ่ายขุนนางเจ้าเมืองไม่ให้แข็งข้อกับส่วนกลาง และยังเป็นการจัดตั้งศูนย์รวมพิธีกรรมต่างๆ ของชุมชน เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เป็นการดึงผู้คนให้กลับมาตั้งถิ่นฐานหลังจากหนีภัยโจรสลัด อาณาเขตของวัดพะโคะได้รับการประกาศให้ขยายกว้างขวาง โดยมีทิศเหนือจรดแหลมลุมพุก ทิศใต้จรดแหลมสน ทิศตะวันออกจรดทะเลจีน และทิศตะวันตกจรดทะเลสาบสงขลา วัดพะโคะภายใต้การนำของสมเด็จเจ้าพะโคะจึงกลายเป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษา และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและการเป็นนักปกครองที่ทรงบารมี หลวงปู่ทวดท่านยังได้รับการยกย่องสูงสุดว่าเป็นผู้เลิศในด้านไสยเวทย์และวิทยาคม ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพระมหาเถระในยุคโบราณที่ต้องใช้พุทธานุภาพและวิทยาคมในการสงเคราะห์ผู้คน รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และปกป้องคุ้มครองชุมชนจากภยันตราย แม้ในทางประวัติศาสตร์จะไม่มีการค้นพบตำราหรือคัมภีร์พระเวทย์ของท่านที่จดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนโดยตรง (อาทิ คัมภีร์สมุดข่อยหรือจารึกใบลานที่ระบุว่าเป็นลายมือของท่าน) แต่คาถาและสายวิชาของท่านได้รับการสืบทอดผ่านมุขปาฐะและการถ่ายทอดจากจิตสู่จิตผ่านลูกศิษย์และพระเกจิอาจารย์สายใต้ในยุคหลัง
แม้ความต้องการของพุทธศาสนิกชนมักต้องการค้นหาคาถาเฉพาะทางหลายๆ บท แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคติความเชื่อที่ปรากฏ คาถาประจำตัวของหลวงปู่ทวดที่ได้รับการยอมรับว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาล เป็นทั้งคาถาเปิดโลก คาถากำบัง และคาถาแคล้วคลาด ที่รวบรวมหัวใจพระเวทย์ของท่านไว้ในบทเดียว คือ คาถาบทสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ซึ่งผู้ศรัทธามักสวด จบ ก่อนออกเดินทาง หรือประกอบกิจการงานสำคัญ เพื่อขอให้บารมีของท่านคุ้มครอง ปัดเป่าภยันตรายทั้งปวง มีรายละเอียดดังนี้:
คาถาบูชาหลวงปู่ทวด (ครอบจักรวาล):
ตั้ง นะโม จบ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า จากนั้นสวดภาวนาว่า:
"นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา"
คำแปลและความหมายของคาถา:
"ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้านี้"
วิธีสวดและอานิสงส์: ผู้บูชาควรตั้งจิตให้เป็นสมาธิ น้อมรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและบารมีของสมเด็จเจ้าพะโคะ สวดภาวนา จบ หรือ จบ ก่อนขับรถยนต์ ออกเดินทางไกล หรือเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย คาถานี้เชื่อกันว่ามีอานิสงส์สูงสุดในด้าน "แคล้วคลาดปลอดภัย" (Safety and Protection) ป้องกันอุบัติเหตุทางรถยนต์ ภยันตรายจากอาวุธ หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ
วิเคราะห์ในเชิงนิรุกติศาสตร์และคติชนวิทยา คำว่า "โพธิสัตโต" (พระโพธิสัตว์) ในบริบทของคาถาบทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ผู้คนเชื่อว่าหลวงปู่ทวดมิได้หวังเพียงการบรรลุอรหันต์และเข้านิพพานเพื่อตนเองเพียงรูปเดียว แต่ท่านได้ตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิ (การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต) เพื่อกลับมาช่วยเหลือและรื้อขนสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ คาถานี้จึงถูกจัดให้เป็นคาถาที่ทรงพลานุภาพสูงสุด เพราะเป็นการเชื่อมต่อกับกระแสเมตตาของพระโพธิสัตว์
นอกจากคาถาบทหลักนี้แล้ว ลูกศิษย์สายตรงที่สืบทอดวิทยาคมจากสายวัดช้างให้และวัดทรายขาว เช่น พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต ยังได้รับสืบทอดสายวิชาเฉพาะทางอื่นๆ เช่น วิชาการสร้างและปลุกเสกตะกรุดนารายณ์แปลงรูป ซึ่งถือเป็นสุดยอดวิชากำบังภัยและเมตตามหานิยม ที่อาจารย์นองสงวนไว้และถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นว่าสายวิชาของหลวงปู่ทวดมีความหลากหลายและครอบคลุมวิทยาคมชั้นสูงหลายแขนง
แม้หลวงปู่ทวดจะละสังขารไปหลายร้อยปี แต่วิทยาคมและบารมีของท่านยังคงได้รับการสืบทอดผ่านพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในยุคหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งการสืบทอดสายธรรมของท่าน พระคณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูเกียรติคุณ เผยแผ่ศาสนา และสร้างสรรค์วัตถุมงคลหลวงปู่ทวดจนโด่งดังไปทั่วโลก มีรูปที่สำคัญ ได้แก่:
การเชื่อมโยงความศรัทธาของหลวงปู่ทวดเข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยยุคใหม่ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2497 เมื่อพระอาจารย์ทิม ได้จัดสร้าง "วัตถุมงคลหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน รุ่นแรก" การสร้างวัตถุมงคลนี้ถือเป็น "การผลิตซ้ำความเชื่อและตำนาน" อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อระดมทุนสร้างพระอุโบสถวัดช้างให้ ซึ่งได้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการพระเครื่องไทย
การจัดทำวัตถุมงคลในยุคนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรูปเคารพ แต่เป็นการรวบรวมมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาติและแผ่นดินที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติของหลวงปู่ทวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ทวดเนื้อว่าน ปี 2497 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าสูงสุด มวลสารหลักประกอบด้วยว่านศักดิ์สิทธิ์ ชนิด ผสมผสานกับแร่กิมเซียว และมวลสารที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือ "ดินกากยายักษ์" ดินชนิดนี้เป็นแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีสีดำสนิท พบได้เฉพาะที่ตำบลลำพะยา จังหวัดยะลา แห่งเดียวในโลก ซึ่งเชื่อกันว่ามีธาตุวิเศษที่ให้พุทธคุณสูงด้านการดับพิษ แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี
พระเครื่องเนื้อว่าน ปี 2497 จำนวนการสร้างในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายไว้ที่ 84,000 องค์ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ แต่ในทางปฏิบัติสามารถกดพิมพ์สร้างได้จริงเพียงประมาณ 65,000 องค์ ลักษณะพิเศษที่ใช้แยกพระแท้และพระเทียม สำหรับพิมพ์ใหญ่นั้น จะต้องพิจารณาจากพิมพ์ทรงที่คมชัด สัดส่วนองค์พระมีความลึก เนื้อพระโดยทั่วไปจะมีสีเทา น้ำตาลอ่อน หรือแดงอ่อนๆ ขึ้นอยู่กับการผสมว่าน แต่หากเป็น เนื้อกรรมการ เนื้อพระจะมีสีดำเข้มจัดและดูมีน้ำมีนวล เนื่องจากมีการใส่ส่วนผสมของดินกากยายักษ์ในปริมาณที่สูงกว่าปกติมาก
ความเชื่อมั่นในพุทธคุณที่ถูกกล่าวขานจากปากต่อปากว่า "แขวนหลวงปู่ทวดแล้วไม่ตายโหง" ส่งผลให้ผู้คนในหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ ทหาร และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย นิยมอาราธนาพระเครื่องหลวงปู่ทวดไว้พกติดตัวหรือวางประดิษฐานไว้หน้ารถยนต์ ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล สวนทางกับจำนวนพระแท้ที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนและราคาในตลาดพระเครื่อง (ณ ปี 2568-2569) ปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นพุทธพาณิชย์ระดับบน ดังปรากฏในข้อมูลการเช่าบูชาพระเครื่องรายการสำคัญต่อไปนี้:
| ลำดับ | รายการพระเครื่องหลวงปู่ทวด (รุ่นนิยม) | ปีที่สร้าง | จำนวนการสร้าง/ลักษณะพิมพ์ทรง และมวลสาร | ราคาตลาดปัจจุบันโดยประมาณ (บาท) | แหล่งอ้างอิงข้อมูล |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | เนื้อว่าน พิมพ์กลักไม้ขีด (สี่เหลี่ยม) | 2497 | เนื้อมวลสารว่าน ผสมดินกากยายักษ์ เป็นรุ่นพิมพ์สี่เหลี่ยมที่พบเห็นได้น้อยมากและหายากที่สุด | 10,000,000 - 15,000,000 | 18 |
| 2 | รูปหล่อโลหะ รุ่นเบตง | 2505 | หล่อโลหะลอยองค์ เนื้อทองคำ / เนื้อ กษัตริย์ สั่งทำพิเศษ สร้างน้อย มีความงดงามทางศิลปะ | 1,200,000 | 16 |
| 3 | เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่ไหล่จุด (C) | 2497 | เนื้อว่าน พิมพ์ทรงคมชัด มีจุดตำหนิที่เป็นเอกลักษณ์คือจุดบริเวณไหล่ขององค์พระ | 900,000 | 19 |
| 4 | เนื้อว่าน พิมพ์กลางใหญ่ | 2497 | เนื้อว่าน ขนาดองค์พระกะทัดรัด นิยมมากในหมู่นักสะสมทั่วไป | 440,000 | 19 |
| 5 | หลังเตารีด พิมพ์เล็กอาปาเช่ | 2505 | หล่อด้วยโลหะผสม ทรงหลังเตารีด แข็งแรงทนทาน รอยจีวรลึกคล้ายหมวกอินเดียนแดงอาปาเช่ | 280,000 | 19 |
| 6 | เหรียญเสมา รุ่นแรก | 2500 | รูปแบบเหรียญปั๊มรูปทรงเสมา เป็นเหรียญรุ่นแรกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง | แสวงหาอย่างสูง (หลักแสน-ล้าน) | 7 |
| 7 | รูปเหมือนบัวรอบ ใต้ฐานลายเซ็น | 2508 | รูปหล่อลอยองค์ประทับบนฐานบัวรอบ มีรอยจารึกใต้ฐาน เป็นที่นิยมในแวดวงข้าราชการ | แสวงหาอย่างสูง (หลักแสน) | 7 |
นอกเหนือจากพระเนื้อว่านรุ่นแรก ในปี พ.ศ. 2505 ได้มีการจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวดพิมพ์หลังเตารีด และรุ่นเบตง ซึ่งเปลี่ยนมาใช้กรรมวิธีการหล่อโลหะ ทำให้องค์พระมีความคงทน แข็งแรง และมีรายละเอียดทางพุทธศิลป์ที่งดงามขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ศรัทธาที่กังวลเรื่องการชำรุดแตกหักของเนื้อว่าน วัตถุมงคลเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของการผลิตซ้ำตำนาน ที่ผนวกเอาทั้งความเคารพศรัทธา ศิลปะเชิงช่าง และมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
พุทธคุณและบารมีของหลวงปู่ทวดมิได้เป็นเพียงความเชื่อที่ปราศจากข้อพิสูจน์ในสายตาของผู้ศรัทธา มีบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายประการที่ลูกศิษย์และประชาชนยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและมีพยานบุคคลจำนวนมาก คือ ปรากฏการณ์หยุดขบวนรถไฟ ในปี พ.ศ. 2495
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ตุลาคม พ.ศ. 2495 เวลาประมาณ 19.00 น. หรือช่วงค่ำ (ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในช่วงเช้า) โดยมีพระภิกษุกาว และ พระอธิการยิ้ม (หลวงพ่อแดง) จากสำนักวัดแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้เดินทางมาพักที่วัดช้างให้ ด้วยความที่หลวงพ่อแดงได้ยินคำร่ำลือหนาหูว่า หลวงปู่ทวดมีอภินิหารศักดิ์สิทธิ์มากและสามารถยึดขบวนรถไฟมาแล้วถึง ครั้ง ท่านจึงต้องการทดสอบและขอชมบารมีให้เป็นประจักษ์ขวัญ ในช่วงเช้าของวันนั้น หลวงพ่อแดงได้ออกไปยืนอยู่ข้างสถูปหลวงปู่ทวดที่ตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายยะลา-หาดใหญ่ และกล่าวคำปราศรัยท้าทายในเชิงขอชมบารมีว่า ลูกหลานมาจากที่ไกลใคร่จะขอชมสักครั้ง เมื่อขบวนรถไฟวิ่งมาถึงหน้าวัด ปรากฏเหตุการณ์น่าตื่นตะลึงเมื่อขบวนรถไฟต้องหยุดชะงักนิ่งอยู่กับที่ ล้อรถจักรคงหมุนรอบตัวเองอยู่อย่างแรงบนรางเหล็ก แต่ไม่สามารถพาขบวนรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ เสมือนมีพลังงานบางอย่างดึงรั้งไว้ทางด้านหลัง
เหตุการณ์นี้ดำเนินไปประมาณ 8-9 นาที ผู้คนและพนักงานรถไฟพยายามทุกวิถีทางก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งหลวงพ่อแดงเห็นประจักษ์ด้วยตนเองจนเกิดอาการขนลุกซู่ จึงได้กล่าวขอขมาและขอให้หลวงปู่ทวดปล่อยขบวนรถเถิด ทันใดนั้นขบวนรถไฟจึงสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ตามปกติ เรื่องราวปาฏิหาริย์นี้ได้รับการบันทึกและเล่าขานสืบต่อกันมา ตอกย้ำภาพลักษณ์ของบารมีอันกล้าแข็ง ความคงกระพัน และการคุ้มครองอันน่าอัศจรรย์ที่ชาวใต้เคารพบูชา
อิทธิพลและความศรัทธาต่อบารมีของหลวงปู่ทวด มิได้จำกัดวงอยู่เพียงภายในขอบเขตของประเทศไทยเท่านั้น งานวิจัยเชิงคุณภาพระดับปริญญาเอกและโครงการวิจัยเรื่อง "อิทธิพลแห่งปฏิปทาของหลวงปู่ทวดต่อพุทธศาสนิกชนในประชาคมอาเซียน" ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ค้นพบความเชื่อมโยงอันน่าทึ่งว่า หลวงปู่ทวดเป็นพระเกจิอาจารย์ของไทยที่มีอิทธิพลต่อความศรัทธาของชาวพุทธในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเขตแดนของ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของความศรัทธาข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค เกิดจากกลไกหลายประการ ประการแรกคือ จุดเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ การที่หลวงปู่ทวดธุดงค์และมรณภาพ ณ รัฐไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย และมีเส้นทางพักศพ จุดตลอดแนวคาบสมุทรมลายู ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและชาวพุทธท้องถิ่นรู้สึกถึงความผูกพันและแชร์ประวัติศาสตร์ร่วมกับท่าน ถือว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของมาตุภูมิของพวกเขาด้วย ประการที่สองคือ การแปลเอกสารและการเผยแผ่ มีการแปลประวัติและตำนานของท่านเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เผยแพร่ในรูปแบบเอกสารและสื่อดิจิทัล ทำให้สามารถทะลุกำแพงทางภาษาและเข้าถึงฐานผู้ศรัทธากลุ่มใหม่ในสิงคโปร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สามคือ ความสอดคล้องกับคติมหายาน อภินิหารการเหยียบน้ำทะเลจืดและปฏิปทาที่ตั้งปณิธานช่วยเหลือสรรพสัตว์ มีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับความเชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์และเทพเจ้า (เช่น คติของเจ้าแม่กวนอิม) ในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่ชาวจีนโพ้นทะเลคุ้นเคย ทำให้พวกเขาสามารถยอมรับและผนวกรวมความศรัทธาต่อสมเด็จเจ้าพะโคะเข้ากับวิถีชีวิตและการเจริญสติของตนได้อย่างแนบเนียน ปัจจุบันจึงมีทัวร์แสวงบุญของชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางมายังมาเลเซีย และข้ามพรมแดนมาจาริกแสวงบุญที่วัดช้างให้และวัดพะโคะอย่างไม่ขาดสาย เพื่อกราบไหว้สถูป บูชาวัตถุมงคล และเจริญสติภาวนา
หลังจากดำรงตำแหน่งศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธตอนใต้และทำนุบำรุงพระศาสนามาเป็นเวลาอันยาวนาน สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวด ได้ออกจาริกธุดงค์ลัดเลาะลงไปทางใต้สู่ดินแดนต่างๆ บนคาบสมุทรมลายู เพื่อเผยแผ่พระธรรมคําสอนและโปรดสรรพสัตว์ ตามหลักฐานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่า ท่านได้มรณภาพ (ละสังขาร) ด้วยอาการสงบตามสภาวะแห่งวัย ณ ดินแดนของรัฐไทรบุรี (ปัจจุบันคือ รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย) ในราวปี พ.ศ. 2225 ซึ่งหากคำนวณระยะเวลาจากปีเกิดของท่านคือ พ.ศ. 2125 จะพบว่าท่านมีสิริอายุยืนยาวถึงประมาณ ปี ซึ่งถือเป็นอายุขัยที่ยืนยาวมากในยุคสมัยนั้น
การละสังขารของท่านในแดนไกลนำมาซึ่งเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการจัดการสรีระสังขารและการอัญเชิญกลับสู่มาตุภูมิ ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนชาวไทรบุรีที่มีความเคารพศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ร่วมกันจัดการอัญเชิญสรีระสังขารของท่านเพื่อนำกลับมาประกอบพิธีฌาปนกิจ ณ เมืองปัตตานี การเดินทางอัญเชิญศพในสมัยโบราณเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องรอนแรมผ่านป่าเขาลำเนาไพรเป็นเวลาหลายวัน โดยตลอดเส้นทางที่ขบวนอัญเชิญศพต้องหยุดพักค้างแรม ได้เกิดปาฏิหาริย์และปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมากมาย
ตามความเชื่อและบันทึกท้องถิ่นระบุว่า น้ำเหลืองจากสรีระสังขารที่หยดลงบนพื้นดินในแต่ละจุดที่แวะพัก ได้แปรสภาพพื้นดินบริเวณนั้นให้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในเวลาต่อมาประชาชนในท้องถิ่นได้ค้นพบและร่วมกันสร้างเป็นหมุดหมาย สถูป หรือศาลาที่พักศพ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน รวมทั้งสิ้น 18 จุดพักศพ ทอดยาวเป็นเส้นทางแสวงบุญตั้งแต่รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทยจนถึงจุดหมายปลายทางที่จังหวัดปัตตานี สถานที่เหล่านี้ได้กลายเป็นศาสนสถานที่มีชาวพุทธและชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนแวะเวียนไปกราบไหว้สักการะอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อขบวนอัญเชิญเดินทางมาถึง ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สรีระสังขารของหลวงปู่ทวดได้รับการประกอบพิธีฌาปนกิจอย่างสมเกียรติตามธรรมเนียมปฏิบัติของพระเถระผู้ใหญ่ และได้มีการเก็บรวบรวมอัฐิธาตุตลอดจนอังคารของท่าน นำไปบรรจุประดิษฐานไว้ใน สถูปศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) สถูปบรรจุอัฐิองค์นี้ตั้งอยู่โดดเด่นบริเวณหน้าวัด ติดกับแนวทางรถไฟสายใต้ ซึ่งในกาลต่อมาได้รับการริเริ่มบูรณะตกแต่งให้สง่างามและเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้นโดย พระครูวิสัยโสภณ (พระอาจารย์ทิม ธมฺมธโร)
การประดิษฐานอัฐิธาตุไว้ที่สถูปวัดช้างให้ รวมถึงการปั้นรูปหล่อและรูปเหมือนของท่านเพื่อประดิษฐานตามวัดต่างๆ (เช่น รูปเหมือนปางธุดงค์ที่วัดพะโคะ) ทำให้สถานที่เหล่านี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเคารพศรัทธา มีการจัดงานบำเพ็ญกุศลและประเพณีสรงน้ำอัฐิธาตุเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ที่ดึงดูดพุทธศาสนิกชนนับหมื่นชีวิตให้หลั่งไหลมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางจิตใจที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หรือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด นับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระอริยสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรูปหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชีวิตของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความมุมานะ อัจฉริยภาพในการศึกษาพระธรรม และความเมตตาอันกว้างใหญ่ไพศาล จากจุดเริ่มต้นของการเป็นเพียงบุตรของทาสเรือนเบี้ยในสมัยอยุธยา ก้าวสู่การเป็นพระมหาเถระที่สมเด็จพระมหากษัตริย์ทรงยกย่องและพระราชทานสมณศักดิ์สูงสุด
ผลงานของท่านทั้งในการเป็นศูนย์กลางการบูรณะศาสนสถาน การเป็นกลไกสำคัญในการบริหารที่ดินกัลปนาเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง การเผยแผ่พระธรรม และอิทธิปาฏิหาริย์ที่ประจักษ์ชัด ได้สถาปนาให้ท่านเป็น "ที่พึ่งทางใจ" ของผู้คนทุกชนชั้น ความตายหรือการละสังขารของท่านเมื่อหลายร้อยปีก่อนมิได้ทำให้ชื่อเสียงของท่านสูญหาย ทว่ากลับก่อให้เกิดกระบวนการผลิตซ้ำทางความเชื่อและตำนาน ผ่านวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางศิลปะและมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ตลอดจนการสืบทอดวิทยาคมอันศักดิ์สิทธิ์ผ่านคาถา "นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา" ที่คอยปกปักรักษาผู้สวดภาวนาให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง
ในยุคปัจจุบัน บารมีของหลวงปู่ทวดได้แผ่ขยายก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาคมอาเซียน การดำรงอยู่ของสถูปบรรจุอัฐิที่วัดช้างให้ ตำนานรอยเท้าที่วัดพะโคะ และหมุดหมาย จุดพักศพ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันและสะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า พระคุณธรรมและความเมตตาอันบริสุทธิ์ของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นสากลและเป็นอมตะข้ามพ้นขีดจำกัดของกาลเวลาอย่างแท้จริง
รายการแหล่งอ้างอิง (Bibliography)
ศึกษาประวัติ ตำนาน และพระเครื่องของ วัดช้างให้ ราษฎร์บูรณาราม ปัตตานี