หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ — พระเกจิอายุ 109 ปีแห่งภาคเหนือตอนล่าง เจ้าตำนานรูปหล่อพิมพ์ขี้ตา
ตำนานสยามพระเครื่อง
การศึกษาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ปรากฏนามของมหาเถระผู้ทรงวิทยาคุณและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมมากมาย ทว่ามีเพียงไม่กี่รูปที่สามารถสถาปนาความศรัทธาข้ามศตวรรษและสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติของวัตรปฏิบัติ วิทยาคม แพทยศาสตร์โบราณ และศิลปกรรมแขนงประติมากรรมขนาดเล็กหรือที่รู้จักกันในนาม "พระเครื่อง" หนึ่งในปูชนียบุคคลที่สำคัญยิ่งคือ "หลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ" อดีตเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ผู้ได้รับการยกย่องจากมหาชนให้เป็น "เทพเจ้าแห่งโพทะเล" และ "เพชรน้ำเอกของจังหวัดพิจิตร"
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้ดำเนินการรวบรวม สังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ บันทึกของวัดหิรัญญาราม บทความวิชาการ และคำบอกเล่าที่ได้รับการยอมรับในแวดวงผู้ศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนา เพื่อนำเสนอภาพรวมอันละเอียดอ่อนของชีวิต ปฏิปทา ตลอดจนมรดกทางธรรมและทางโลกที่หลวงพ่อเงินได้มอบไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง โดยครอบคลุมตั้งแต่ประวัติชาติภูมิ การศึกษาพุทธาคม การสร้างวัตถุมงคลอันลือลั่น ไปจนถึงพลวัตทางสังคมและการบริหารจัดการมรดกของวัดในยุคปัจจุบัน อันเป็นการถอดรหัสความศรัทธาที่ผสมผสานเข้ากับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของภาคเหนือตอนล่างอย่างแยกไม่ออก
การทำความเข้าใจบริบทชีวิตของหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ จำเป็นต้องพิจารณาสภาพสังคมไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและการสร้างบ้านแปงเมือง ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ชุมชนรอบนอกเมืองหลวงอย่างจังหวัดพิจิตรในสมัยนั้นเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยวัดเป็นศูนย์กลางทั้งทางจิตวิญญาณและการศึกษา
หลวงพ่อเงิน ถือกำเนิดในครอบครัวเกษตรกร ณ บ้านบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาของท่านมีนามว่า นายอู๋ เป็นชาวบางคลานโดยกำเนิด ส่วนมารดามีนามว่า นางฟัก เป็นชาวหมู่บ้านแสนคอ ครอบครัวของท่านมีบุตรและธิดารวมกันทั้งสิ้น คน ประกอบด้วย นายพรม, นางทับ, นายทอง (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนภุมรา), หลวงพ่อเงิน (บุตรคนที่ 4), นายหล่ำ, และนางรอด
สำหรับวันและปีเกิดของท่านนั้น บันทึกทางประวัติศาสตร์และคำบอกเล่ามีความแตกต่างกันอยู่บ้างในรายละเอียดทางเอกสาร บางแหล่งอ้างอิงและคำวิเคราะห์ระบุว่าท่านเกิดในวันศุกร์ เดือน ปีฉลู ซึ่งตรงกับวันที่ กันยายน พ.ศ. 2353 หรือบางกระแสระบุเป็น พ.ศ. 2360 อย่างไรก็ตาม มติที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและถูกบันทึกเป็นหลักฐานอ้างอิงของทางวัดหิรัญญาราม ระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันที่ กันยายน พ.ศ. 2351 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ฐานะครอบครัวของท่านอยู่ในระดับชนชั้นกลางของสังคมเกษตรกรรมในยุคนั้น ที่มีความผูกพันกับวัดและศาสนาอย่างใกล้ชิด
ในยุคที่ระบบการศึกษาของชาติยังไม่ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ วัดและพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวของราษฎร ด้วยวิสัยทัศน์ของคนในครอบครัวที่ตระหนักว่าการศึกษาที่ดีที่สุดอยู่ในพระนคร เมื่อเด็กชายเงินมีอายุได้เพียง ขวบ นายช่วง ผู้มีศักดิ์เป็นลุง ได้ขอรับตัวเด็กชายเงินไปอุปการะและพาเดินทางล่องเรือเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปฝากฝังให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนที่วัดตองปุ (ปัจจุบันคือ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร)
การได้เข้ามาพำนักในพระอารามหลวงชั้นเอกตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เด็กชายเงินได้รับการปลูกฝังอักขระวิธี ภาษาไทย ภาษาบาลี-สันสกฤต และขนบธรรมเนียมทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง เมื่ออายุย่างเข้า ปี เด็กชายเงินได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดชนะสงคราม เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า สามเณรเงินแสดงออกถึงปัญญาญาณที่แตกฉาน มีความเพียรพยายาม และมีความสามารถเก่งกล้าเกินกว่าคนในวัยเดียวกัน โดยเฉพาะความสนใจในสรรพวิชาทั้งคัมภีร์ทางพุทธศาสนาและศาสตร์ลี้ลับทางวิทยาคม
สามเณรเงินได้ครองสมณเพศและศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งมีอายุครบ ปี บริบูรณ์ จึงได้ลาสิกขาเพื่อกลับมาช่วยครอบครัวและใช้ชีวิตในเพศฆราวาสอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดพิจิตร การตัดสินใจลาสิกขาในครั้งนั้นเป็นการทำตามค่านิยมของชายไทยในอดีตที่ต้องกลับมาช่วยบิดามารดาทำมาหากิน
อย่างไรก็ตาม มูลเหตุสำคัญที่นำพาท่านกลับสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง ได้รับการบันทึกไว้เป็นเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการตื่นรู้ทางธรรม (Awakening) กล่าวคือ ในช่วงวัยหนุ่ม นายเงินมีความคิดที่จะแต่งงานมีครอบครัว และตั้งใจจะไปสู่ขอหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งบังเอิญมีชื่อว่า "เงิน" เช่นเดียวกัน ทว่าก่อนที่จะตัดสินใจ นายเงินได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาและไต่ถามถึงความสุขและความทุกข์ยากของการครองเรือนกับพี่สะใภ้ พี่สะใภ้ได้ให้คติเตือนใจอย่างตรงไปตรงมาว่า "ชาตินี้นะ อย่าแต่งงานเลย ถ้าบวชได้ประเสริฐกว่า" คำกล่าวที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยสัจธรรมแห่งความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของท่าน ทำให้ท่านละทิ้งความปรารถนาทางโลกและหันหลังให้กับการครองเรือนอย่างเด็ดขาด
การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของหลวงพ่อเงินมิใช่เพียงการปฏิบัติตามประเพณีบวชเรียนของชายไทย หากแต่เป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวิปัสสนาธุระและคันถธุระอย่างอุทิศตนตลอดชีวิต
ในปี พ.ศ. 2373 ขณะมีอายุได้ ปี ท่านได้เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) พระอารามหลวงที่ท่านเคยบวชเรียนเมื่อครั้งเป็นสามเณร ท่านได้รับฉายาทางธรรมจากพระอุปัชฌาย์ว่า "พุทฺธโชติ" (Phutthachot) ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลยิ่ง แปลว่า "ผู้มีความสว่างรุ่งเรืองดุจพระพุทธเจ้า" หรือ "ผู้มีแสงสว่างแห่งพุทธะ"
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเอกสารและบันทึกทางประวัติศาสตร์ของทั้งทางวัดและแหล่งอ้างอิงต่างๆ ไม่ปรากฏหลักฐานการจดบันทึกนามของพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ของท่านไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการบันทึกประวัติศาสตร์พระสงฆ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ไม่ได้ดำรงสมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การที่ท่านอุปสมบทในวัดชนะสงคราม ย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านได้รับการถ่ายทอดพระธรรมวินัยและระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องตามแบบแผนของคณะสงฆ์ส่วนกลาง ท่านได้จำพรรษาเพื่อปฏิบัติธรรม ศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก และรํ่าเรียนวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดชนะสงคราม เป็นเวลาต่อเนื่องถึง พรรษา
ในช่วงเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ในเขตพระนครและปริมณฑล หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ไม่ได้หยุดยั้งเพียงการศึกษาคันถธุระ (การศึกษาตำรา) แต่ท่านมุ่งมั่นในวิปัสสนาธุระ (การปฏิบัติจิต) ท่านได้จาริกไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาพระกรรมฐานและวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ระดับปรมาจารย์แห่งยุค การวิเคราะห์โครงข่ายสายวิชาพบว่าท่านได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากสองเสาหลักที่สำคัญที่สุดของยุคนั้น ได้แก่:
นอกจากความสัมพันธ์ฉันครู-ศิษย์แล้ว หลวงพ่อเงินยังมีความสนิทสนมและเป็นสหธรรมิก (เพื่อนร่วมสำนักและเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม) กับมหาเถระชื่อดังแห่งยุคอีกหลายรูป ที่โดดเด่นที่สุดคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท พระเกจิอาจารย์ทั้งสองรูปนี้มีความเคารพซึ่งกันและกัน มักมีการไปมาหาสู่เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ และทดสอบวิทยาคมกันอยู่เสมอตามวิสัยของพระผู้ทรงอภิญญา
บุคลิกภาพที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของหลวงพ่อเงินคือความเป็น "พระอรัญวาสี" หรือพระผู้รักความสงบวิเวก ชอบการเดินธุดงค์ บำเพ็ญเพียรในป่า และมุ่งเน้นการปฏิบัติมากกว่าการแสวงหาลาภยศ
หลังจากบวชเรียนและจำพรรษาในกรุงเทพมหานครได้ พรรษา ท่านได้รับทราบข่าวว่าโยมปู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดพิจิตรกำลังล้มป่วยหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวที หลวงพ่อเงินจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังมาตุภูมิเพื่อดูแลรักษาโยมปู่ โดยอาศัยความรู้ด้านวิชาแพทย์แผนโบราณและการใช้สมุนไพรที่ท่านได้ร่ำเรียนมาประยุกต์ใช้ในการรักษา
เมื่อกลับมาถึงพิจิตร ท่านได้เข้าจำพรรษาที่วัดคงคาราม (หรือต่อมาเรียกกันว่า วัดบางคลานใต้) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ้านของท่าน ในขณะนั้นมี "หลวงพ่อโห้" ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อเงินสามารถพำนักจำพรรษาที่วัดคงคารามได้เพียง พรรษาเท่านั้น มูลเหตุของการย้ายวัดเกิดจากความไม่สอดคล้องในแนวทางการปฏิบัติทางธรรม กล่าวคือ หลวงพ่อเงินเป็นพระนักวิปัสสนากรรมฐานที่โปรดปรานความเงียบสงบเพื่อการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ในขณะที่หลวงพ่อโห้มีความนิยมในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ และมักจะทำการซ้อมเทศน์ทำนองเสนาะด้วยเสียงอันดังทั้งในเวลาเช้าและเย็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความวิเวกของท่าน ท่านจึงตัดสินใจย้ายออกจากวัดเพื่อแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรมมากกว่า
ในปี พ.ศ. 2377 (ขณะมีอายุประมาณ ปี) หลวงพ่อเงินได้จาริกธุดงค์ลึกเข้าไปในป่าทึบ บริเวณรอยต่อที่แม่น้ำยมและแม่น้ำพิจิตร (แม่น้ำน่านสายเก่า) ไหลมาบรรจบกัน ท่านพบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความเงียบสงบ ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ และมีซากปรักหักพังของวัดร้างเก่าแก่ตั้งอยู่ ซึ่งสัปปายะอย่างยิ่งสำหรับการบำเพ็ญเพียร ท่านจึงได้ปักกลดและตัดสินใจบูรณะสถานที่แห่งนี้ขึ้นเป็นวัดใหม่
ในการเริ่มต้นสร้างวัดใหม่ ณ บริเวณที่เรียกว่า "วังตะโก" (อยู่ลึกเข้าไปจากวัดร้างเดิมประมาณ เมตร) มีการบันทึกเหตุการณ์เชิงสัญญะที่สำคัญยิ่งคือ ก่อนที่ท่านจะย้ายออกจากวัดคงคาราม ท่านได้หักกิ่งต้นโพธิ์มาหนึ่งกิ่ง เมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่วังตะโก ท่านได้นำกิ่งโพธิ์นั้นปักลงริมฝั่งน้ำหน้าพื้นที่ที่จะสร้างพระอุโบสถ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานเสี่ยงทายบารมีว่า "หากวัดแห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองสืบไป ก็ขอให้กิ่งโพธิ์นี้จงแตกกิ่งก้านสาขางอกงามกว้างใหญ่ไพศาลด้วยเถิด"
ปรากฏการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน กิ่งโพธิ์ที่ถูกปักไว้ลงดินได้ออกรากหยั่งลึกลงไป และเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของ "วัดวังตะโก" ซึ่งต่อมาได้รับการขนานนามใหม่อย่างเป็นทางการว่า "วัดหิรัญญาราม" (หิรัญ แปลว่า เงิน) หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักและเรียกขานกันติดปากว่า "วัดบางคลาน"
ภายใต้การนำของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ท่านใช้ความรู้ด้านวิชาช่างที่ติดตัวมา และบารมีธรรมในการรวบรวมทุนทรัพย์จากพลังศรัทธาของประชาชน ตลอดจนรายได้จากการสร้างและให้เช่าบูชาวัตถุมงคล พระเครื่อง และพระพิมพ์ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นทุนในการก่อสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญภายในวัด อาทิ พระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาพักร้อน เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์และที่พักพิงของชุมชน ปรัชญาและคติพจน์ประจำใจที่ท่านมักกล่าวสอนญาติโยมและศิษยานุศิษย์เสมอเพื่อเน้นย้ำถึงการพึ่งพาตนเองคือ "ชาติเสือต้องไม่ขอเนื้อใครกิน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง และมีศักดิ์ศรีในความเป็นสมณะของท่าน
เกียรติคุณและบารมีธรรมของหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอาณาบริเวณของจังหวัดพิจิตรเท่านั้น แต่ได้แผ่ขยายอิทธิพลทางสายธรรมออกไปทั่วบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ท่านได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็น "พระอุปัชฌาย์" มีสิทธิ์ในการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตร และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ (ท่านเจ้าคุณ) ฝ่ายวิปัสสนาจารย์ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับสูงที่สะท้อนถึงการยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านกรรมฐานของท่านอย่างเป็นทางการ
ชื่อเสียงของท่านโด่งดังเป็นอย่างมากในด้านการอาบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางมายังวัดบางคลานเพื่อให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์ล้างมลทินและเสริมสิริมงคลอย่างไม่ขาดสาย เครือข่ายศิษยานุศิษย์ที่สืบทอดสายวิชาของหลวงพ่อเงินมีจำนวนมาก ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ซึ่งต่อมาหลายท่านได้กลายเป็นเสาหลักในวงการพระเครื่องและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทย
ศิษยานุศิษย์ฝ่ายบรรพชิตที่สำคัญ ได้แก่:
ศิษยานุศิษย์ฝ่ายฆราวาสและเจ้านายชั้นผู้ใหญ่: ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาคมและวิปัสสนาของหลวงพ่อเงินเป็นที่ประจักษ์จนถึงราชสำนัก ศิษย์ฆราวาสที่สำคัญที่สุดคือ นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งทรงมีความสนพระทัยในด้านไสยเวทและวิทยาคม มักจะเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อยู่เสมอ วันหนึ่งหลวงปู่ศุขได้ถวายคำแนะนำต่อเสด็จในกรมฯ ว่า "ถ้าจะดูของดีๆ แปลกๆ นอกเหนือจากของฉันแล้ว ก็เห็นจะมีเกลอกันกับฉันอีกองค์หนึ่ง เคยศึกษามาจากอาจารย์เดียวกัน คือท่านเงิน อยู่บางคลาน โพธิ์ทะเล เมืองพิจิตร หากจะไปหาก็จงบอกว่า ฉันแนะทางมาเถิด" เมื่อทรงทราบดังนั้น กรมหลวงชุมพรฯ จึงได้ทรงช้างเป็นพาหนะลัดเลาะผ่านป่าดงดิบจากนครสวรรค์มายังวัดบางคลานเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์และร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อเงิน
นอกจากนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังทรงเคยได้รับการถวายการสอนวิชาวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงภูมิธรรมอันลึกซึ้งที่ได้รับการยอมรับจากองค์ประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย
ความเคารพศรัทธาที่มหาชนมีต่อหลวงพ่อเงินนั้น ตั้งอยู่บนฐานของการประจักษ์ในพุทธคุณและสรรพวิชาที่ท่านได้สั่งสมมาตลอดชีวิตสมณเพศ ท่านนำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อสงเคราะห์ผู้คน ทั้งในมิติของการบำบัดรักษาโรคทางกายด้วยแพทย์แผนโบราณ และการเยียวยาคุ้มครองทางจิตใจด้วยเวทมนตร์คาถา
ดังที่ปรากฏในประวัติว่าท่านได้นำวิชาแพทย์แผนโบราณมารักษาโยมปู่ หลวงพ่อเงินมีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการปรุงยาสมุนไพร ท่านได้ทำการรวบรวม คิดค้น และจารึกสูตรยาแผนโบราณลงใน "สมุดข่อย" ซึ่งปัจจุบันตำรายาฉบับนี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมในฐานะมรดกทางภูมิปัญญาของชาติที่วัดบางคลาน
ตำรายาสมุดข่อยของหลวงพ่อเงินได้รับการคัดลอกและถอดความโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีการบันทึกสูตรยาพร้อมส่วนผสม วิธีทำ ขนาดรับประทาน และสรรพคุณอย่างละเอียดรวมทั้งสิ้น สูตร จากการศึกษาของนักพฤกษศาสตร์และแพทย์แผนไทยที่วิเคราะห์ตำรายาของ หมอพร (พระนามแฝงของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อเงิน) พบการอ้างอิงถึงปริศนาเครื่องยาและสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ชนิดหลัก ที่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการปรุงยา ได้แก่:
นอกจากนี้ ในตำรายายังระบุสูตรยารักษาโรคเฉพาะทางที่สะท้อนถึงความเข้าใจในสรีรวิทยาของมนุษย์ในยุคโบราณอย่างลึกซึ้ง อาทิ ยาแก้คันทวารเบาของสตรี (ใช้ใบมะฝ่อจำนวนพอสมควร นำมาล้างให้สะอาดและต้มกับน้ำหม้อดิน ใช้ดื่มกินเพื่อบรรเทาอาการ) และ ยาแก้เลือดออกทางทวารหนัก (ใช้ส่วนผสมของ ฝาง ส่วน, หญ้าผักปราบ ส่วน, และต้นขลู่ถอนเอาทั้งต้นถึงราก ส่วน นำมาต้มในหม้อดิน ให้ดื่มครั้งละ ถ้วยชาในเวลาเช้า-เย็น) ซึ่งล้วนแต่มีสรรพคุณชะงัดนักตามที่มีการบันทึกไว้
กลไกความศักดิ์สิทธิ์ในสายวิชาเวทมนตร์ของหลวงพ่อเงิน ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และหลักจิตวิทยาที่สำคัญยิ่ง ซึ่งท่านมักจะสั่งสอนและเน้นย้ำแก่ผู้บูชาเสมอว่า "เคล็ดความศักดิ์สิทธิ์ จะให้ของศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากขึ้นนั้น ต้องอาศัย 'หัวใจของผู้บูชา' ด้วยเช่นกัน ยิ่งศรัทธามากเท่าไหร่ ยิ่งขลังมาก" หลักการนี้สอดคล้องกับหลักการทางพุทธศาสนาที่ว่า "สมาธิ" และ "ศรัทธา" เป็นตัวขับเคลื่อนพลังงานทางจิต พระคาถาที่ท่านได้ทิ้งไว้เป็นมรดกมีหลายบทที่ครอบคลุมพุทธคุณในด้านต่างๆ และยังคงถูกสวดท่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้:
นอกจากคาถาเหล่านี้แล้ว ในการสักการะขอพรต่อรูปหล่อหรือวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงิน มีข้อแนะนำเชิงปฏิบัติว่า ผู้บูชาไม่ควรใช้วิธีการ "บนบานศาลกล่าว" ในลักษณะของการแลกเปลี่ยน แต่ควรใช้วิธี "อธิษฐานจิตขอพร" เพื่อพึ่งพิงบารมีของท่านให้ช่วยเหลือในยามประสบปัญหาชีวิต และเน้นการตั้งมั่นที่จะกระทำความดี ถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นการปฏิบัติบูชาถวายแด่ท่านแทนการแก้บนด้วยสิ่งของ
ผลงานทางวัตถุที่สถาปนาชื่อเสียงให้หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ โด่งดังในระดับ "ตำนาน" และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการพระเครื่องและเครื่องรางของขลังแห่งประเทศไทย คือการสร้างวัตถุมงคลประเภท "รูปหล่อโลหะ" และ "เหรียญหล่อโบราณ" วัตถุมงคลเหล่านี้มีอายุการสร้างล่วงเลยมาแล้วกว่า ศตวรรษ (ประมาณ ปีขึ้นไป) มูลเหตุสำคัญในการริเริ่มสร้างพระเครื่องของท่าน ก็เพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจและเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ เพื่อนำไปเป็นทุนในการก่อสร้างถาวรวัตถุและบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางคลาน ปัจจุบัน มูลค่าการแลกเปลี่ยนเช่าบูชาในตลาดพระเครื่องพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายสิบล้านบาท
เพื่อความเป็นระเบียบและง่ายต่อการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ ข้อมูลวัตถุมงคลพิมพ์หลักที่ได้รับความนิยมสูงสุดของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน สามารถจำแนกได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ลำดับ | ชื่อพิมพ์พระเครื่อง / วัตถุมงคล | ปีที่สันนิษฐานการสร้าง | มวลสารหลัก | ลักษณะกรรมวิธีการหล่อและรูปทรง |
|---|---|---|---|---|
| 1 | รูปหล่อลอยองค์ พิมพ์นิยม (รุ่นแรก) | ราว พ.ศ. 2450 - 2460 | โลหะผสม, ทองเหลือง | หล่อโบราณแบบ "พิมพ์เบ้าทุบ" (เทโลหะเป็นก้านช่อแล้วทุบดินขี้เบ้าทิ้ง) พระประทับนั่งขัดสมาธิ พระพักตร์กลม จีวรคว่ำ สังฆาฏิหนายกนูน 1 |
| 2 | รูปหล่อลอยองค์ พิมพ์ขี้ตา | ราว พ.ศ. 2450 | โลหะผสม | หล่อโบราณแบบ "เบ้ากระดก" เทโลหะแทนที่หุ่นเทียนทีละองค์ แยกเป็นบล็อก: ชาย, ชายเล็ก, ชายใหญ่, ชาย 17 |
| 3 | เหรียญหล่อรูปเหมือน พิมพ์จอบใหญ่ | ราว พ.ศ. 2450 | โลหะผสม | เหรียญหล่อแบนมีหูในตัว ทรงคล้ายจอบขุดดิน ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อเงิน มีเม็ดไข่ปลาล้อมรอบขอบเหรียญ 17 |
| 4 | เหรียญหล่อรูปเหมือน พิมพ์จอบเล็ก | ราว พ.ศ. 2450 | โลหะผสม | เหรียญหล่อแบนทรงจอบขนาดเล็ก ไม่มีเม็ดไข่ปลาล้อมรอบ แยกเป็นบล็อกต่างๆ เช่น บล็อกแข้งติด 17 |
| 5 | พระเนื้อดิน พิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ | สร้างในยุคต้น | ดินดิบผสมผงวิเศษและว่านศักดิ์สิทธิ์ | เป็นพระเนื้อดิน (ไม่ใช่โลหะ) สร้างแบบโบราณด้วยดินดิบที่ไม่ผ่านการเผาไฟ มีสีดำและสีแดง หายากยิ่ง 17 |
การวิเคราะห์ลักษณะพิเศษที่ใช้แยกแท้-เทียม (อัตลักษณ์ทางโลหะวิทยาและประติมานวิทยา):
การพิจารณาพระเครื่องหลวงพ่อเงินนั้น เซียนพระและผู้เชี่ยวชาญต้องอาศัยการวิเคราะห์หลัก "ธรรมชาติแห่งความเก่า" และร่องรอยเครื่องมือช่างโบราณ ดังนี้:
นอกจากพระเครื่องในยุคต้นที่มีมูลค่าสูงลิ่วจนยากที่บุคคลทั่วไปจะครอบครองได้แล้ว วัตถุมงคลที่สร้างปรากฏการณ์และได้รับความนิยมอย่างมหาศาลไม่แพ้กันคือ "พระหลวงพ่อเงิน รุ่นปี 2515" ซึ่งจัดสร้างและปลุกเสกในสมัยของ พระครูพิบูลธรรมเวท (พระอาจารย์เปรื่อง) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน
ความพิเศษของพระรุ่นนี้อยู่ที่พิธีมหาพุทธาภิเษก ซึ่งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และถูกต้องตามตำรับโบราณถึง วาระ โดยวาระแรกจัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร (ศูนย์กลางการสร้างพระกริ่งของไทย) และวาระที่สองจัดขึ้น ณ วัดบางคลาน ในระหว่างการประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก ได้เกิดเหตุการณ์อันเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สร้างความตกตะลึงแก่ผู้ร่วมงาน กล่าวคือ ในช่วงเวลากลางวันขณะเริ่มพิธีได้เกิดปรากฏการณ์ "พระอาทิตย์ทรงกลด" เหนือมณฑลพิธี และลุปรุ่งเข้าสู่ช่วงกลางคืนขณะที่พระเกจิอาจารย์กำลังนั่งปรกปลุกเสก ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ "จันทรุปราคา" (ราหูอมจันทร์) ขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งในคติความเชื่อทางโหราศาสตร์และไสยเวท ถือว่าปรากฏการณ์ทั้งสองเป็น "มหัทธโนฤกษ์" และฤกษ์มหาอุดที่หายากยิ่ง ส่งผลให้วัตถุมงคลรุ่นนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานเร้นลับขั้นสูงสุด
พิมพ์พระที่โดดเด่นในชุดปี 2515 ประกอบด้วย รูปหล่อพิมพ์นิยม (ซึ่งมีจุดสังเกตเฉพาะคือ "พิมพ์คอแอล"), เหรียญจอบใหญ่, เหรียญจอบเล็ก, เหรียญขวัญถุง, และเหรียญรูปไข่หลังกรมหลวงชุมพรฯ พุทธคุณของพระรุ่นนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากเซียนพระและผู้ที่นำไปบูชา ว่าเป็นเลิศและครอบคลุมในทุกด้าน (Universal Power) ทั้งความเหนียวคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ เมตตามหานิยม และเสริมดวงทางด้านโชคลาภโภคทรัพย์
ประวัติศาสตร์และชีวประวัติที่เกี่ยวข้องกับมหาเถระผู้ทรงวิทยาคุณ มักมีเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และเรื่องราวเชิงปาฏิหาริย์ (Mythology) ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ทางสังคมและขนาดของความศรัทธาที่ชุมชนมีต่อองค์พระเกจิอาจารย์ บันทึกและเรื่องเล่าที่เกี่ยวเนื่องกับบารมีของหลวงพ่อเงิน มีเหตุการณ์สำคัญที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาและได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนี้:
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องต้นโพธิ์ที่หลวงพ่อเงินอธิษฐานจิตปักเสี่ยงทายไว้หน้าวัด ต้นโพธิ์นี้ได้เจริญเติบโตจนกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายปกคลุมบดบังทัศนียภาพของหน้าพระอุโบสถที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยของพระครูพิมูลธรรมเวท (เจ้าอาวาสรูปต่อมา) ท่านพระครูฯ พยายามแก้ไขปัญหาโดยการว่าจ้างให้ชาวบ้านมาช่วยตัดกิ่งโพธิ์ทิ้ง แต่ด้วยบารมีและอาถรรพ์ที่ชาวบ้านต่างยำเกรง จึงไม่มีผู้ใดกล้ารับงานนี้เลย ท้ายที่สุด เจ้าอาวาสจึงต้องนำดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบอกกล่าวต่อรูปหล่อของหลวงพ่อเงิน ขอขมาและขอให้ท่านช่วยจัดการหักกิ่งโพธิ์ให้เพื่อความสวยงามและเป็นระเบียบของวัด ปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่า หลังจากทำการบอกกล่าวเพียงไม่กี่วัน กิ่งโพธิ์ขนาดใหญ่เหล่านั้นก็ได้หักโค่นลงมาเองโดยปราศจากพายุลมแรงหรือภัยธรรมชาติใดๆ เลย
เรื่องราวสืบเนื่องจากเหตุการณ์กิ่งโพธิ์หัก คือเรื่องราวที่รู้จักกันในนาม "ตำนานนางจันทร์" นางจันทร์เป็นชาวบ้านในละแวกนั้นที่รับอาสาอาวุธและเลื่อยไปตัดทอนกิ่งไม้โพธิ์ที่หักลงมา เพื่อนำไปเผาทำเป็นถ่านหุงต้ม นางได้นำไม้โพธิ์เข้าเตาและพยายามจุดไฟเผา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรไม้ก็ไม่ยอมติดไฟ ในทางกลับกัน ร่างกายของนางจันทร์กลับเกิดปฏิกิริยาประหลาด คือมีรอยไหม้พองผุดขึ้นไปทั้งตัว หูตาดำมืด และได้รับความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส คืนนั้นเอง หลวงพ่อเงินได้มาปรากฏตัวในนิมิตความฝันของนางจันทร์ และกล่าวตักเตือนด้วยความขึงขังว่า "กูให้ของดีมึงไว้ใช้ มึงกลับไม่รู้คุณค่าเอาไปเผาเสียอีก"
เมื่อตื่นขึ้น นางจันทร์ตระหนักถึงความผิดพลาดและความศักดิ์สิทธิ์ของไม้โพธิ์ นางจึงรีบจัดเตรียมพานขันธ์ห้า ดอกไม้ ธูปเทียนให้มีจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง แล้วเดินทางไปกราบขอขมาลาโทษต่อหน้ารูปหล่อของหลวงพ่อเงิน เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า อาการป่วยปวดแสบปวดร้อนและรอยไหม้ประหลาดบนร่างกายของนางได้ทุเลาลงและหายเป็นปกติในเวลาเพียงไม่กี่วัน ต้นโพธิ์อธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ได้ยืนต้นอยู่คู่ดวัดบางคลานมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2514 ต้นโพธิ์ได้หักโค่นลงมาทั้งต้นเองโดยไม่มีสาเหตุ ชาวบ้านและลูกศิษย์จึงพากันนำเศษเนื้อไม้และกิ่งก้านไปแกะสลักเป็นพระเครื่องและวัตถุมงคลจนหมดสิ้นไม่เหลือซาก เรื่องเล่านี้ทำหน้าที่เป็นกลไกทางสังคมในการควบคุมศีลธรรมและย้ำเตือนให้คนเคารพในสิ่งที่บรรพชนได้สร้างไว้
พุทธคุณด้านคงกระพันชาตรีและมหาอุด (หยุดปืน) ของพระเครื่องหลวงพ่อเงินเป็นที่เลื่องลืออย่างกว้างขวาง มีเหตุการณ์ที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นประจักษ์พยานความศักดิ์สิทธิ์ คือในคืนวันที่มีการประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกพระเครื่องรุ่นปี 2515 (คืนที่เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา) มีกลุ่มคนผู้มีความคึกคะนองและต้องการทดสอบพุทธคุณ (ลองของ) ได้นำอาวุธปืนพกขึ้นมา เล็งและลั่นไกยิงไปยังทิศทางของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งบนต้นไม้นั้นมีแผ่นป้ายโฆษณาที่ตีพิมพ์รูปของหลวงพ่อเงินแขวนติดอยู่ ปรากฏผลว่า กลไกของปืนเกิดการขัดข้องและไม่สามารถยิงออกได้ (ยิงไม่ออก) สร้างความตกตะลึง ความหวาดกลัว และทวีความเคารพศรัทธาให้แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ค่ำคืนนั้นเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนมีบันทึกประสบการณ์ตรงของบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญมากมาย ที่แคล้วคลาดรอดพ้นจากอุบัติเหตุร้ายแรงหรือภยันตรายจากการถูกลอบปองร้ายได้อย่างปาฏิหาริย์ เมื่ออาราธนาพกพาวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงินติดตัว
วงจรชีวิตอันยืนยาวของหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดตามสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนาเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทว่ามรดกทางธรรมและถาวรวัตถุที่ท่านทิ้งไว้ กลับมีมูลค่าและสร้างพลวัตทางสังคมที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นตามกาลเวลา
หลวงพ่อเงินดำรงอยู่ในสมณเพศอย่างงดงามและเป็นหลักชัยทางจิตวิญญาณให้แก่ชาวเมืองพิจิตรและชนชาวไทยตราบจนเข้าสู่วัยชราภาพ ท่านถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราและสภาวะเสื่อมถอยของร่างกายตามกาลเวลา ณ วัดวังตะโก (วัดบางคลาน) บันทึกทางประวัติศาสตร์ของวัดและคำบอกเล่าของลูกศิษย์ระบุตรงกันว่า ท่านละสังขารอย่างสงบเมื่อ วันศุกร์ แรม ค่ำ เดือน ปีมะแม เวลาประมาณ 05.00 น. ซึ่งตรงกับวันตามปฏิทินสากลคือ วันที่ กันยายน พ.ศ. 2462 2 (หมายเหตุ: ตามหลักการนับเวลาแบบไทยโบราณ หากยังไม่รุ่งสางหรือยังไม่เห็นลายมือ จะถือว่ายังเป็นวันศุกร์ แต่ตามปฏิทินสากลจะถือว่าเป็นช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์) สิริรวมอายุของท่านได้ ปี นับพรรษาได้ พรรษา ถือเป็นพระมหาเถระที่มีอายุยืนยาวที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของประเทศไทย
เหตุการณ์ภายหลังการมรณภาพของท่าน สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ทางมานุษยวิทยาที่เกิดจาก "พลังแห่งศรัทธาอันรุนแรงเกินควบคุม" เดิมที คณะกรรมการวัดและญาติโยมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะดำเนินการรักษาสภาพและเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อเงินไว้อย่างน้อยเป็นเวลา ปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนจากต่างถิ่นได้มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้สักการะ และเพื่อเป็นการบรรเทาความโศกเศร้าอาลัยของชุมชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการมรณภาพแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว บรรดาศิษยานุศิษย์และประชาชนที่มีความเคารพศรัทธาอย่างแรงกล้าได้หลั่งไหลมารวมตัวกันที่วัดบางคลานจนเนืองแน่น และได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ คือการยื้อแย่งสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวของหลวงพ่อ ไม่ว่าจะเป็น จีวร สบง รัดประคด บาตร หรือข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาๆ เพื่อนำกลับไปบูชาเป็นเครื่องรางของขลังคุ้มครองตนเอง เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงขั้นที่เมื่อมีการประกอบพิธีฌาปนกิจ (เผาสรีระสังขาร) เสร็จสิ้น แม้แต่เถ้าถ่าน เศษกระดูก และอัฐิของท่าน ก็ถูกมวลชนที่มาร่วมงานแย่งชิงกันไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยหรือสรีระสังขารใดๆ (ไม่มีการเก็บรักษาสรีระสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยเหมือนพระเกจิรูปอื่น เนื่องจากท่านถูกฌาปนกิจไปแล้ว) ทำให้ไม่มีสรีระสังขารหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์พยานทางกายภาพตกทอดมาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน วัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) ยังคงหยัดยืนในฐานะศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ภายในพื้นที่วัดมีการก่อสร้าง "พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร" ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นมณฑป ชั้นอันวิจิตรงดงาม พื้นที่ชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อสำริดขนาดเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงิน เพื่อเปิดให้ผู้คนได้เข้ามากราบไหว้บูชาแทนองค์จริงที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ ทางจังหวัดพิจิตรและเทศบาลตำบลบางคลานยังได้ร่วมกันกำหนดให้มีการจัดงานประเพณีประจำปีที่ยิ่งใหญ่และเกี่ยวเนื่องกับวัดริมน้ำ คือ งานประเพณีแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างคึกคักเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นเดือนกันยายน รวมถึงงานบุญทอดกฐินสามัคคีประจำปีที่ดึงดูดเม็ดเงินบริจาคเข้าวัดเป็นจำนวนมหาศาล
บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: วิกฤติการจัดการทรัพย์สินและมหากาพย์ศรัทธา ความยิ่งใหญ่ของมรดกทางวัตถุและรายได้จากความศรัทธาที่หลวงพ่อเงินได้ทิ้งไว้ ได้นำมาซึ่งความท้าทายอย่างใหญ่หลวงในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ในยุคหลัง ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557 - 2566) วัดบางคลานได้ตกเป็นข่าวระดับประเทศและต้องเผชิญกับมหากาพย์ความขัดแย้งอันยืดเยื้อ
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2557-2558 เมื่อคณะสงฆ์ระดับปกครองมีคำสั่งปลด พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ (อดีตเจ้าอาวาสในขณะนั้น) ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากพบความไม่โปร่งใสในการบริหารทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของวัด (อาทิ การตรวจสอบพบการเปิดสมุดบัญชีเงินฝากของวัดมากถึง เล่ม ซึ่งผิดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์) และได้มีการแต่งตั้ง พระครูพิสุทธิวรากร ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสแทน
คำสั่งเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารนี้ได้นำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย ระหว่างกลุ่มชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ที่สนับสนุนอดีตเจ้าอาวาส (นำโดยนักการเมืองระดับประเทศ คือ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา) กับคณะกรรมการวัดชุดใหม่ที่มาพร้อมกับเจ้าอาวาสรูปใหม่ ความขัดแย้งบานปลายไปสู่การฟ้องร้องคดีความในชั้นศาลทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาเกือบ คดี มีการรวมกลุ่มมวลชนปิดล้อมขัดขวางไม่ให้เจ้าอาวาสรูปใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในวัดได้ สถานการณ์ทวีความรุนแรงสูงสุดในเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 เมื่อมีกลุ่มชายชุดดำกว่า คน บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายพระภิกษุและไวยาวัจกรภายในวัด จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง (กองบังคับการปราบปราม) ต้องนำกำลังลงพื้นที่เพื่อเข้าจับกุม ไกล่เกลี่ย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดบางคลานนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นในมุมมองทางสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์การเมืองว่า "ศรัทธา" ที่มหาชนมีต่อหลวงพ่อเงินนั้น ได้ถูกแปรสภาพกลายเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งในแง่ของ "ทุนทางสัญลักษณ์" (Symbolic Capital - ความน่าเชื่อถือ บารมี) และ "ทุนทางเศรษฐศาสตร์" (Economic Capital - เงินบริจาค รายได้จากตู้รับบริจาค และการเช่าวัตถุมงคล) การเปลี่ยนแปลงผู้ถือครองอำนาจในการบริหารจัดการอารามแห่งนี้จึงย่อมก่อให้เกิดการต่อต้านและแรงกระเพื่อมที่รุนแรง อย่างไรก็ดี ด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และคณะสงฆ์ ในที่สุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 วัดบางคลานก็สามารถกลับมาเปิดประตูต้อนรับพุทธศาสนิกชนอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันจัดงานบุญกฐินสามัคคี และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมทรัพย์สินมีค่า ตลอดจนวัตถุโบราณที่ประเมินค่ามิได้ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในกุฏิเจ้าอาวาสหลังเก่าอีกครั้ง
ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยผ่านไปเป็นศตวรรษ หรือบริบททางสังคมการเมืองจะแปรเปลี่ยนไปรุนแรงเพียงใด พุทธบารมีและร่มเงาแห่งพุทธโชติของ "หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน" จะยังคงสถิตเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาของชาวพิจิตร และเป็นอมตมหาเถระที่อยู่ในความทรงจำของชาวไทยสืบไปตราบชั่วกาลนาน
ศึกษาประวัติ สถาปัตยกรรม และข้อมูลของ วัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) พิจิตร
เพื่อให้รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้มีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามหลักวิชาการ ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกรวบรวมและสังเคราะห์มาจากแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ ดังรายการต่อไปนี้: