วัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) — ตักศิลาพุทธาคมแห่งหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
ตำนานสยามพระเครื่อง
พื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพิจิตร ถือเป็นเพชรน้ำเอกทางประวัติศาสตร์และพุทธศาสนาที่มีความผูกพันกับสายน้ำอย่างลึกซึ้ง ในบรรดาศาสนสถานสำคัญทั้งหมด "วัดหิรัญญาราม" หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม "วัดบางคลาน" นับเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์การก่อตั้ง อิทธิพลทางจิตวิญญาณ และการสืบทอดพุทธาคมของพระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า "หลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ"
จุดเริ่มต้นของวัดหิรัญญารามมีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับชีวประวัติและการจาริกธุดงค์ของหลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ หลังจากที่ท่านได้อุปสมบทและศึกษาวิปัสสนากรรมฐานตลอดจนเวทวิทยาคมจนแตกฉาน ณ วัดตองปุ (หรือวัดชนะสงครามในปัจจุบัน) ในพระนคร ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญและกลับคืนสู่มาตุภูมิที่จังหวัดพิจิตร โดยในเบื้องต้นท่านได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม (หรือวัดบางคลานใต้) เป็นเวลา พรรษา อย่างไรก็ตาม ด้วยอุปนิสัยของท่านที่ฝักใฝ่ในความสงบวิเวกตามวิถีแห่งอรัญญวาสี (พระป่าผู้ถือธุดงควัตร) และความมุ่งมั่นในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานขั้นอุกฤษฏ์ ท่านจึงพิจารณาแสวงหาพื้นที่ที่เหมาะสมและสัปปายะกว่าเดิม
จนกระทั่งท่านได้พบกับพื้นที่บริเวณหมู่บ้านวังตะโก ซึ่งในยุคสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่ารกชัฏ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้และมีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำสายสำคัญ คือแม่น้ำยมและแม่น้ำพิจิตร (แม่น้ำน่านสายเก่า) ทำให้มีความเงียบสงบ ตัดขาดจากความวุ่นวายของชุมชนขนาดใหญ่ แต่ก็อยู่ในระยะทางที่ไม่ไกลเกินกว่าที่พุทธศาสนิกชนจะเดินทางมาบำเพ็ญกุศลได้
ประวัติศาสตร์และเอกสารอ้างอิงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้บันทึกไว้ว่า ในราวปี พ.ศ. 2370 ถึง พ.ศ. 2377 (ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) หลวงพ่อเงินได้ริเริ่มสถาปนาศาสนสถานขึ้น ณ บริเวณนี้ ในช่วงแรกเริ่มนั้น สถานที่แห่งนี้มีสถานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ ท่ามกลางป่าใหญ่ มีเพียงกุฏิที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยหญ้าแฝกเพียง หลังเท่านั้น
เหตุการณ์สำคัญอันเป็นหมุดหมายแห่งความศักดิ์สิทธิ์และเจริญรุ่งเรืองของวัด เกิดขึ้นเมื่อหลวงพ่อเงินได้นำกิ่งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ กิ่งที่ท่านได้นำติดตัวมาจากวัดคงคาราม มาปักลงบนผืนดินแห่งนี้ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานบารมีอย่างแรงกล้าว่า "หากท้องถิ่นนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นพระอารามสืบต่อไปในภายภาคหน้า ขอให้กิ่งโพธิ์กิ่งนี้จงเจริญงอกงาม"
ปรากฏว่าด้วยอำนาจแห่งสัจจบารมีและพุทธานุภาพ กิ่งโพธิ์ดังกล่าวได้เจริญเติบโตหยั่งรากลึกลงสู่ผืนดิน แตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดีเยี่ยม หลวงพ่อเงินจึงได้สถาปนาและพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ขึ้นเป็น "วัดวังตะโก" อย่างเป็นทางการ จากนั้นวัดได้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว มีการสร้างเสนาสนะต่างๆ อย่างครบถ้วน ต่อมาภายหลังจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดหิรัญญาราม" อย่างเป็นทางการ (คำว่า "หิรัญ" แปลว่า เงิน ซึ่งเป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์และสอดคล้องกับนามของหลวงพ่อเงิน ผู้เป็นปฐมสังฆบิดรผู้ก่อตั้งวัด)
ในปัจจุบัน วัดหิรัญญารามมีสถานะทางกฎหมายและการปกครองคณะสงฆ์เป็น "วัดราษฎร์" สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย แม้จะไม่ได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง แต่ในแง่ของความศรัทธา จำนวนพุทธศาสนิกชน และมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชนที่เกิดจากการหลั่งไหลมาสักการะในแต่ละปีนั้น มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าพระอารามหลวงหลายแห่งในประเทศไทย
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมภายในวัดหิรัญญาราม สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม คติความเชื่อ และพัฒนาการทางศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง โดยมีหลวงพ่อเงินเป็นผู้นำและควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวท่านเองในยุคแรกเริ่ม
ข้อมูลจากองค์ความรู้ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุอย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านวิปัสสนาแล้ว หลวงพ่อเงินยังเป็นพระเถระที่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างถาวรวัตถุเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์ ท่านรับเป็นธุระในการจัดการและควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเองทั้งหมด ทุนทรัพย์ที่ใช้ในการเนรมิตสถาปัตยกรรมเหล่านี้ ได้มาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาและปัจจัยที่ได้จากการสร้างและแจกจ่ายวัตถุมงคล สิ่งปลูกสร้างที่ท่านให้ความสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียง พระอุโบสถ พระวิหาร เจดีย์ หรือศาลาการเปรียญเท่านั้น แต่ท่านยังโปรดการสร้าง "ศาลาพักร้อน" ตามรายทาง เพื่อเป็นวิทยาดานให้แก่ผู้คนสัญจรไปมาได้ใช้พักพิง สะท้อนถึงเมตตาธรรมอันเปี่ยมล้นและวิสัยทัศน์ในการดูแลสังคมของท่าน
พระอุโบสถและพระวิหารของวัดหิรัญญารามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาพให้สมบูรณ์ โดยยังคงเค้าโครงสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนกลาง โครงสร้างมีการใช้ศิลปะการประดับตกแต่งแบบไทยประยุกต์ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อันเป็นตัวแทนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้บันทึกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของรูปหล่อหลวงพ่อเงิน แต่พระประธานในพระอุโบสถก็ถือเป็นศูนย์กลางในการประกอบสังฆกรรมของคณะสงฆ์มาตั้งแต่สมัยก่อตั้งวัด บริเวณผนังและศาสนสถานโดยรอบมีการประดับด้วยงานพุทธศิลป์และจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวในพุทธประวัติและทศชาติชาดก สอดแทรกด้วยวิถีชีวิตของชาวพิจิตรในอดีต
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในปัจจุบันของวัดหิรัญญาราม ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุเด่น คือ "พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร" ซึ่งก่อสร้างในลักษณะของ "มณฑป ชั้น" ทรงไทยประยุกต์ร่วมสมัยที่งดงามตระการตา
อีกหนึ่งของสำคัญที่ถือเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ชิ้นเอกของวัดคือ ตำรายาแผนโบราณและสมุดข่อยโบราณ ที่เป็นลายมือของหลวงพ่อเงิน ซึ่งยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์และแพทย์แผนโบราณของท่านที่เคยใช้รักษาประชาชนในอดีต
ตำนานความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาของวัดหิรัญญาราม ไม่สามารถแยกออกจากประวัติของอดีตเจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดได้เลย ลำดับเจ้าอาวาสที่ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์อาจจะไม่มีการจดบันทึกรายนามครบถ้วนทุกรูปในอดีต แต่รูปที่เป็นเสาหลักและสร้างชื่อเสียงระดับประเทศให้แก่วัดคือ หลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ สำหรับในยุคปัจจุบัน ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส (รักษาการ) และเป็นกำลังสำคัญในการบริหารจัดการวัด ตลอดจนสืบทอดเจตนารมณ์ในการบำรุงรักษาวัดคือ พระพิศาลสาธุกิจ (สุรินทร์ เขมภูสิโต) ซึ่งท่านยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรอีกด้วย
พระเถระผู้เป็นดั่งดวงประทีปแห่งเมืองพิจิตร มีประวัติที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง:
ชาติภูมิและการศึกษาเบื้องต้น: หลวงพ่อเงิน เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ปีฉลู ซึ่งตรงกับวันที่ กันยายน พ.ศ. 2353 ณ บ้านบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาของท่านชื่อนายอู๋ มารดาชื่อนางฟัก เมื่ออายุได้เพียง ขวบ บิดามารดาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา จึงได้นำท่านเดินทางไปฝากให้อยู่กับลุงที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้เด็กชายเงินในขณะนั้นได้มีโอกาสเข้าศึกษาเล่าเรียนอักขระสมัยและวิชาพื้นฐานที่วัดตองปุ (หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันคือ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร)
การบรรพชา อุปสมบท และเส้นทางธรรม: เมื่ออายุครบ ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. 2365) ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร และได้แสดงอัจฉริยภาพในการศึกษาพระธรรมวินัยรวมถึงเวทย์วิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน หลังจากที่มีอายุครบบวชและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้พำนักและจำพรรษาที่วัดชนะสงครามเพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานขั้นสูงอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา พรรษา ว่ากันว่าในช่วงเวลานี้เองที่ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์และได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาจากพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยอย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พุทธาคม การเจริญสมาธิ และพลังจิตของท่านมีความแข็งกล้าอย่างยิ่งยวด
ผลงาน สมณศักดิ์ และการมรณภาพ: ตลอดชีวิตสมณะ หลวงพ่อเงินได้สร้างคุณูปการต่อพระพุทธศาสนามากมาย ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพิจิตร เป็นผู้สร้างวัดหิรัญญาราม เป็นหมอแผนโบราณที่ช่วยชีวิตผู้คน และเป็นครูบาอาจารย์ผู้สอนวิปัสสนา ด้วยคุณงามความดีเหล่านี้ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น "พระอุปัชฌาย์" มีหน้าที่บรรพชาอุปสมบทให้แก่กุลบุตร และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนาธุระ" ท่านเป็นพระเถระที่มีอายุยืนยาวมาก โดยท่านถึงแก่มรณภาพด้วยโรคริดสีดวงทวาร ก่อนรุ่งสางของวันที่ กันยายน พ.ศ. 2462 (ตรงกับวันแรม ค่ำ เดือน 10) สิริอายุรวม ปี (หรือบางบันทึกและป้ายจารึกระบุที่ ปี) ทิ้งไว้เพียงเกียรติคุณและวัตถุมงคลอันล้ำค่าให้เป็นตัวแทนของท่าน
ความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและไสยเวทของหลวงพ่อเงิน เป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วแผ่นดินสยาม ทำให้มีพระเถระ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และผู้มีชื่อเสียง เดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์จำนวนมาก:
หากกล่าวถึงวัดบางคลาน สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของวัดก้องเกียรติยศไปทั่ววงการผู้นิยมสะสมพระเครื่องและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ คือ "พระเครื่องและวัตถุมงคลรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน" ซึ่งได้รับการยกย่องจากวงการพระเครื่องให้เป็นหนึ่งใน "เบญจภาคีพระรูปหล่อ" ที่มีความนิยมสูงสุดและมีมูลค่าการเช่าหาสูงที่สุดในประเทศไทย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่นิยมนักที่จะสร้างพระเครื่องหรือวัตถุมงคล โดยท่านมักจะให้เหตุผลเชิงคติธรรมและสั่งสอนศิษย์ว่า "คงกระพันชาตรีเป็นเรื่องเจ็บตัว" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการให้ศิษย์ตั้งมั่นในความไม่ประมาทมากกว่าการพึ่งพาไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว วัตถุมงคลรุ่นที่ "ทันยุค" (สร้างในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่) จึงมีจำนวนจำกัดมาก ทำให้ในปัจจุบันกลายเป็นของล้ำค่าที่หายากยิ่ง
ลักษณะเด่นของพระเครื่องวัดนี้ที่แตกต่างจากวัดอื่นคือ "ร่องรอยเชิงช่างศิลป์โบราณ" รูปหล่อหลวงพ่อเงินในยุคแรกไม่ได้มีความสวยงามสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเหมือนพระโรงงานในปัจจุบัน แต่มีความขรุขระ มี "คราบเบ้า" (ดินหุ่นที่ติดอยู่ตามซอกองค์พระ) และเมื่อเนื้อโลหะทองเหลืองผสมผ่านกาลเวลานับร้อยปี จะเกิดการออกซิเดชัน เปลี่ยนวรรณะเป็นสีเหลืองซีดอมเขียว มีคราบสนิมเขียวตามธรรมชาติ บางองค์มีการลงรักดำและปิดทองเก่า ซึ่งร่องรอยความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับกลายเป็น "เสน่ห์" และเป็น "จุดจ่ายเงิน" หรือจุดพิจารณาความแท้-เก๊ ของเซียนพระระดับประเทศ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของความยิ่งใหญ่ในวงการวัตถุมงคลของวัดหิรัญญาราม สามารถจำแนกพระเครื่องออกเป็น รุ่นและพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ดังนี้ 6:
| ลำดับ | ชื่อรุ่น / พิมพ์ | ปีที่สร้าง (โดยประมาณ) | ลักษณะเด่นและพุทธลักษณะ | ช่วงราคาปัจจุบันในวงการ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | รูปหล่อโบราณ พิมพ์นิยม (รุ่นแรก) | พ.ศ. 2450 - 2451 | หล่อด้วยเนื้อโลหะผสม (ทองเหลืองโบราณ) ใช้กรรมวิธี "หล่อช่อแบบโบราณ" (Lost Wax) ทำให้ไม่มีรอยตะเข็บข้าง องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิ เซียนพระยกให้เป็นพิมพ์ที่สวยที่สุด จนได้รับฉายา "พิมพ์นิยม ล้าน" โดดเด่นด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด | หลักหลายล้าน ถึง หลักสิบล้านบาทขึ้นไป 6 |
| 2 | รูปหล่อโบราณ พิมพ์ขี้ตา | พ.ศ. 2450 - 2451 | เป็นการหล่อแบบเทหยอดประกบแม่พิมพ์ (มีรอยตะเข็บข้างที่ชัดเจน) แบ่งย่อยเป็น พิมพ์: สามชาย, สี่ชายเล็ก, สี่ชายใหญ่, ห้าชาย เอกลักษณ์คือมีก้อนเนื้อโลหะส่วนเกินบริเวณใต้ตาซ้ายคล้าย "ขี้ตา" | หลักล้านบาทขึ้นไป 6 |
| 3 | เหรียญหล่อ พิมพ์จอบใหญ่ (ไข่ปลา) | ราว พ.ศ. 2450 - 2462 | เหรียญหล่อโบราณ รูปทรงคล้ายจอบ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อเงินครึ่งองค์ ขอบรอบนอกมีเม็ดไข่ปลาประดับ หูเหรียญเป็นแบบหูปลิงเชื่อมโบราณ ค่อนข้างหายาก | หลักแสนปลาย ถึง หลักล้านบาท 6 |
| 4 | เหรียญหล่อ พิมพ์จอบเล็ก | ราว พ.ศ. 2450 - 2462 | ลักษณะโดยรวมคล้ายพิมพ์จอบใหญ่แต่มีขนาดเล็กกว่า แบ่งเป็น พิมพ์ย่อย: พิมพ์แข้งตรง, พิมพ์แข้งติด, พิมพ์เท้ากระดก, และพิมพ์ตาขีด เป็นที่ต้องการสูงมาก | หลักแสน ถึง หลักล้านบาท (หากสภาพสวยสมบูรณ์) 6 |
| 5 | รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเงิน ปี 2515 | พ.ศ. 2515 | สร้างโดยวิธี "ปั๊มกระแทกด้วยเครื่องจักร" ทำให้รายละเอียดคมชัด มีโค้ดเลขไทย "๑๔/๑๕" ใต้ฐาน มีการบรรจุเม็ดกริ่ง แบ่งเป็นเนื้อทองคำ อัลปาก้า และทองเหลือง พิมพ์ย่อยยอดนิยมคือ พิมพ์คอแอล, พิมพ์มือมีจุด, พิมพ์มือเลขแปด, พิมพ์นับแบงก์ | หลักหมื่นปลาย ถึง หลักแสนบาท 10 |
| 6 | เหรียญขวัญถุง ปี 2515 | พ.ศ. 2515 | เหรียญทรงกลม เน้นพุทธคุณเฉพาะทางด้านการเรียกทรัพย์ โชคลาภ และการเก็บเงินเก็บทองตามชื่อรุ่น เป็นที่นิยมในหมู่พ่อค้าแม่ค้าและนักธุรกิจ | หลักหมื่น ถึง หลักแสนบาท 6 |
| 7 | พระเนื้อดิน พระเจ้าห้าพระองค์ ปี 2515 | พ.ศ. 2515 | วัตถุมงคลเนื้อดินเผาที่เข้าร่วมในพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ปี 2515 ถือเป็นพระใหม่ที่มีการบันทึกชัดเจน พุทธคุณครอบจักรวาลและราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นหล่อโลหะ | หลักหมื่นบาท 6 |
สำหรับพุทธคุณเด่นที่ปรากฏในพระเครื่องสายวัดบางคลานทุกรุ่น และทำให้มีผู้ศรัทธายอมเช่าหาด้วยราคาสูงลิ่ว คือ ความเป็นเลิศด้าน แคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และอุดมด้วยโชคลาภโภคทรัพย์ ตามนามมงคล "เงิน" ของท่าน
การเดินทางไปกราบไหว้สักการะรูปหล่อหลวงพ่อเงิน หรือการบูชาพระเครื่องของท่านให้บังเกิดผลสูงสุด จะต้องประกอบด้วยความศรัทธาและการตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่ ทางวัดและคณาจารย์สายพุทธาคมได้มีการสืบทอดบทสวดบูชาเฉพาะ ที่เชื่อว่าหากสวดด้วยจิตที่นิ่งสงบ จะก่อให้เกิดอานิสงส์ทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ และการค้าขายอย่างน่าอัศจรรย์
ผู้บูชาควรตั้ง นะโม จบ เพื่อชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์และน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จากนั้นจึงสำรวมจิตเจริญภาวนาคาถา ดังนี้:
"อะกะ อะธิ อะธิ อะกะ ธิอะ กะอะ วันทามิ อาจาริยัญจะ หิรัญญะ นามะกัง ถิรัง สิทธิ ทันตัง มหาเตชัง อิทธิ มันตัง วะสาทะรัง (สิทธิ พุทธัง กิจจัง มะมะ ผู้คนไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ ธัมมัง จิตตัง มะมะ ข้าวของไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ สังฆัง จิตตัง มะมะ เงินทองไหลมา นะชาลี ติ ฉิมพลี จะ มหาลาภัง ภะวันตุ เม)"
(หมายเหตุ: ในส่วนวงเล็บ เป็นท่อนที่เน้นการเรียกทรัพย์ด้วยการอัญเชิญหัวใจพระสีวลี "นะชาลีติ" ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศทางลาภสักการะ ผู้สวดสามารถเลือกเจริญภาวนาเพิ่มเติมเพื่อเสริมโชคลาภในการค้าขายและหน้าที่การงานได้)
สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลามาก หรือต้องเดินทางไกล หลวงพ่อเงินได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาคาถาแบบย่อไว้ให้ศิษยานุศิษย์ได้ใช้ป้องกันตัวและเรียกทรัพย์ ดังนี้:
นอกจากคาถาบทหลักแล้ว ในช่วงเช้าเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ พุทธศาสนิกชนที่บูชาพระประธานหรือวัตถุมงคลของท่าน มักจะเจริญภาวนาบท "พุทโธ กัมมัฏฐาโม กัมมะจุติ สัมพุทโธ" เพื่อให้ใจสงบและเสริมสิริมงคลให้ชีวิตรุ่งเรือง
ในส่วนของงานประเพณีระดับจังหวัดที่มีความเชื่อมโยงกับความศรัทธาในพื้นที่จังหวัดพิจิตร คือ "งานเทศกาลและพิธีไหว้เจ้าพ่อปู่เฒ่ากง-เจ้าพ่อหดวงทง" (งานงิ้วประจำปีพิจิตร) ซึ่งมักจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูหนาว งานนี้เป็นเทศกาลใหญ่ที่รวบรวมขบวนแห่ การแสดงศิลปะงิ้ว มหรสพ และร้านค้าอาหารท้องถิ่นมากมาย แม้จะไม่ใช่งานประจำวัดหิรัญญารามโดยตรง แต่พุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาร่วมงานงิ้วในตัวเมืองพิจิตร ก็มักจะจัดสรรเวลาเดินทางไปยังอำเภอโพทะเลเพื่อแสวงบุญและกราบสักการะหลวงพ่อเงินควบคู่กันไป เพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุด
สำหรับทางวัดบางคลานเอง มักจะมีพิธีทำบุญใหญ่ในวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ วันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อเงิน (ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี) ซึ่งทางวัดจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานรำลึกถึงพระคุณของท่าน โดยจะมีศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น
เสน่ห์และความขลังของวัดหิรัญญาราม ถูกหล่อหลอมด้วยเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงนิทานปรัมปรา แต่มีหลักฐานพยานบุคคลในยุคอดีตที่ยืนยันถึง "อภิญญา" หรืออำนาจจิตอันล้ำลึกของหลวงพ่อเงิน
พุทธคุณที่โดดเด่นและเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดของวัตถุมงคลหลวงพ่อเงินคือ "มหาอุด" และ "แคล้วคลาด" มีเรื่องเล่าที่โด่งดังในหมู่นักสะสมพระเครื่องระดับประเทศ คือเหตุการณ์ที่ผู้พกพารูปหล่อของท่าน (แม้กระทั่งเป็นรูปถ่ายรุ่นหลังที่ยังไม่ทันท่านปลุกเสกก็ตาม) รอดพ้นจากการถูกลอบยิง ตำนานระบุว่ากระสุนปืนที่ถูกยิงออกมานั้นเกิดความผิดปกติทางฟิสิกส์อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่สามารถพุ่งตรงเข้าหาเป้าหมายได้ แต่เกิดปาฏิหาริย์ "กระสุนวิถีโค้ง" แฉลบหลบออกไปโดนสิ่งอื่น หรือในหลายกรณีที่ผู้ลอบยิงพยายามลั่นไก ปืนกลับขัดข้องและยิงไม่ออก (ยิงแชะ) เหตุการณ์อภินิหารเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเป็นที่ประจักษ์ มีบันทึกเล่าขานว่า แม้แต่ในหมู่โจรผู้ร้ายที่บังเอิญมีพระของท่านติดตัว ก็ยังแคล้วคลาดจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อย่างปาฏิหาริย์ (แม้สุดท้ายโจรเหล่านั้นจะถูกจับกุมด้วยวิบากกรรมตามกฎหมายในภายหลังก็ตาม) สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพุทธานุภาพของท่านคุ้มครองผู้ที่บูชาเสมอ และความศักดิ์สิทธิ์นี้ส่งผลให้พระเครื่องของท่านมีมูลค่าสูงลิ่ว
ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ต่างประจักษ์ในความสามารถทางจิตของท่าน โดยเฉพาะ "เจโตปริยญาณ" (การรู้ใจผู้อื่น) และการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า (อนาคตังสญาณ) หลวงพ่อเงินสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้าเสมอว่าในแต่ละวันจะมีใครเดินทางมาหาท่าน ด้วยธุระอันใด และมาจากที่ไหน ซึ่งสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้มาเยือนยิ่งนัก
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับการเคารพยกย่องให้เป็น "หมอเทวดา" ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์และการแพทย์แผนโบราณ ท่านใช้ยาสมุนไพรที่ท่านปรุงขึ้นเอง ควบคู่กับการประพรมและให้ดื่ม "น้ำพระพุทธมนต์" เพื่อปัดเป่าโรคร้ายและอาการเจ็บป่วยให้แก่ชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งการรักษาด้วยน้ำมนต์ของท่านยังให้ผลลัพธ์ในด้านการเสริมสร้างกำลังใจ (Psychological healing) อย่างชะงัดนัก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลุ่มน้ำในจังหวัดพิจิตรและพื้นที่ใกล้เคียงในอดีต (เช่น ลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำพิจิตร) ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายของจระเข้เจ้าถิ่น มีเรื่องเล่าพื้นบ้านที่เชื่อมโยงความดุร้ายของสัตว์น้ำกับอภินิหารของพระเกจิ เช่น ตำนาน "ไอ้ด่างเกยชัย" แห่งลุ่มน้ำยม (บริเวณรอยต่อพิจิตร-นครสวรรค์) ที่ออกอาละวาดกินคนจนเป็นที่หวาดผวา แม้ตำนานการใช้ผ้าคาดเอวปราบพญาจระเข้โดยตรงจะถูกระบุว่าเป็นวีรกรรมของ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม (กรณีไอ้ด่างแม่กลอง) แต่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือตอนล่าง หลวงพ่อเงินแห่งวัดบางคลาน ก็ได้รับการเคารพสูงสุดในฐานะ "พระเกจิผู้มีตบะบารมีเหนือสัตว์ร้ายและพญามัจจุราช" ชาวเรือและชาวประมงในอดีตมักจะพกพาตะกรุดหรือวัตถุมงคลของท่าน หรือสวดคาถาก่อนลงน้ำเสมอ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นว่า บารมีของหลวงพ่อเงินจะช่วยสะกดสัตว์ร้ายใต้น้ำ ทำให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของจระเข้ดุร้ายและอุบัติเหตุทางน้ำได้อย่างแน่นอน
สำหรับพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยว และนักสะสมพระเครื่องที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสบารมีและกราบไหว้รูปหล่อหลวงพ่อเงิน ณ วัดหิรัญญาราม ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเตรียมความพร้อม ดังนี้:
เวลาเปิด-ปิด และค่าธรรมเนียม
วิธีการเดินทาง
มารยาท ข้อห้าม และของที่ใช้บูชา
ศึกษาประวัติเชิงลึก ปฏิปทา และวัตถุมงคลของ หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
รายงานฉบับนี้อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เชื่อถือได้ ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ข้อมูลจากแวดวงพุทธศิลป์ และบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:
(อ้างอิงข้อมูลและการสืบค้นล่าสุดดำเนินการตามฐานข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เพื่อความถูกต้องในการเผยแพร่เป็นวิทยาดานต่อไป)