หลวงปู่ศุข เกสโร — พระเกจิวิทยาคมขั้นสูง ผู้เป็นพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรฯ
ตำนานสยามพระเครื่อง
ในบรรดาพระเถราจารย์ผู้ทรงวิทยาคมและมีบทบาทสำคัญยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของประเทศไทย นามของ "พระครูวิมลคุณากร" หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและนักสะสมวัตถุมงคลรู้จักกันในนาม "หลวงปู่ศุข เกสโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท นับเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในระดับประเทศ ทั้งในด้านการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ การพัฒนาชุมชน และความเป็นเลิศด้านพุทธาคมและไสยเวท การศึกษาประวัติและปฏิปทาของหลวงปู่ศุขไม่ได้เป็นเพียงการทำความเข้าใจชีวิตของพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าต่างสู่บริบททางสังคม วัฒนธรรม และระบบความเชื่อของสังคมไทยในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จนถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ระหว่างท่านกับ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์) ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย" ซึ่งทรงฝากตัวเป็นศิษย์เอกและได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาไปอย่างครบถ้วน ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่ผสานกระบวนการทัพและวิทยาการทหารสมัยใหม่เข้ากับคติความเชื่อทางไสยศาสตร์และพุทธาคมโบราณได้อย่างลึกซึ้ง
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์มิติทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยครอบคลุมตั้งแต่ประวัติชาติภูมิ เส้นทางสมณธรรม การศึกษาวิทยาคม การรังสรรค์วัตถุมงคลอันล้ำค่าที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดพระเครื่องระดับตำนานของประเทศ ตลอดจนการถอดรหัสพระคาถาและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นระบบ และมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการสูงสุด
พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข ถือกำเนิดในครอบครัวชาวนาและพ่อค้าตามวิถีชนบทของสยามในอดีต ณ บ้านมะขามเฒ่า (ซึ่งชาวบ้านในยุคต่อมานิยมเรียกว่า บ้านปากคลอง) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พื้นที่ดังกล่าวในอดีตถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ทำให้ชุมชนมีความเจริญและมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
สำหรับการระบุวันเดือนปีเกิดนั้น จากการศึกษาเอกสารอ้างอิงและบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีความคลาดเคลื่อนบางประการเกี่ยวกับการระบุปีนักษัตร แหล่งข้อมูลทางราชการและประวัติศาสตร์บางแหล่งระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ขึ้น ค่ำ ปีวอก พ.ศ. 2390 ในขณะที่ฐานข้อมูลประวัติพระเกจิและบันทึกบางแห่งระบุว่าเป็น ปีฉลู พ.ศ. 2390 1 (ทั้งนี้ ในทางปฏิทินประวัติศาสตร์สากล ปี พ.ศ. 2390 ตรงกับคริสต์ศักราช 1847 ซึ่งหากคำนวณตามปฏิทินไทยจะตรงกับปีมะแม) อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติในวงวิชาการประวัติศาสตร์พุทธศาสนาคือ ท่านถือกำเนิดในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และเติบโตในช่วงต้นรัชกาลที่
บิดาของท่านนามว่า นายน่วม และมารดานามว่า นางทองดี โดยในเวลาต่อมา เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2456) ลูกหลานและทายาทของท่านได้จดทะเบียนใช้นามสกุลว่า "เกศเวชสุริยา" (บางบันทึกสะกดว่า เกศเวสสุริยา หรือ เกษเวช)
ฐานะทางครอบครัวของหลวงปู่ศุขจัดอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างไปทางผู้มีอันจะกินในระดับท้องถิ่น ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายและทำสวนเกษตรกรรมตามสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งสิ้น คน โดยหลวงปู่ศุขเป็นบุตรชายคนโต พี่น้องท่านอื่นประกอบด้วย นางอ่า, นายลุง, นายไข, นายสิน, นายมี, นายขา, นายพลอย และ หลวงพ่อปลื้ม ซึ่งหลวงพ่อปลื้มองค์นี้ ในเวลาต่อมาได้เจริญรอยตามหลวงปู่ศุขในการเข้าสู่วิถีสมณเพศ และเมื่อหลวงปู่ศุขมรณภาพ หลวงพ่อปลื้มก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่าสืบต่อมา
ในวัยเยาว์ บันทึกระบุว่าเด็กชายศุขมีอุปนิสัยซุกซน คึกคะนองตามประสาเด็กชายในยุคนั้น มีความเป็นผู้นำในหมู่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน มักชักชวนเพื่อนฝูงไปเล่นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ซึ่งบุคลิกภาพที่เด็ดเดี่ยวและไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ นี้ ถือเป็นพื้นฐานนิสัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรทางจิตในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตวัยปฐมวัยเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ประมาณ ขวบ นายแฟง ซึ่งเป็นลุง (มีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดา) มีอาชีพทำสวนผลไม้และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ย่านบางเขน กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางล่องเรือขึ้นมาเยี่ยมเยียนครอบครัวที่ชัยนาท ด้วยความเอ็นดูและต้องการแบ่งเบาภาระของนางทองดีที่มีบุตรถึง คน นายแฟงจึงเอ่ยปากขอรับเด็กชายศุขบุตรคนโตไปอุปการะเลี้ยงดูที่พระนคร แหล่งข้อมูลบางแห่งบันทึกเรื่องราวในเชิงวีรกรรมว่า เด็กชายศุขมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะผจญภัย จึงได้แอบหนีมารดาโดยเกาะเรือโยงล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยามาจนถึงจังหวัดนนทบุรี และขึ้นฝั่งที่ย่านวัดโพธิ์ทองล่าง (ปัจจุบันคือวัดโพธิ์บางเขน)
เมื่อย้ายมาพำนักอยู่กับลุงแฟงที่บางเขน เด็กชายศุขได้แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและอุปนิสัยที่เปลี่ยนไป กลายเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ขยันขันแข็งในการช่วยทำสวนผลไม้จนเป็นที่รักใคร่ของลุง นายแฟงจึงได้ส่งเสริมให้นำไปฝากตัวเป็นศิษย์วัดและเล่าเรียนหนังสือกับพระภิกษุที่วัดใกล้บ้านตามธรรมเนียมการศึกษาของชายไทยในสมัยโบราณ ซึ่งการได้คลุกคลีกับวัดตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นนี้เอง ทำให้นอกจากจะได้เรียนอักขระวิธีแล้ว ท่านยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้สัมผัสและซึมซับการสวดมนต์ และเริ่มศึกษาวิชาอาคม คงกระพันชาตรีขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ป้องกันตัวตามวิถีของนักเลงลูกผู้ชายในยุคนั้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนที่หลวงปู่ศุขจะเข้าสู่ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว ท่านได้ใช้ชีวิตฆราวาสอย่างสมบูรณ์แบบมาก่อน เมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่ม นายแฟงผู้เป็นลุงได้เป็นธุระจัดการให้ท่านได้สมรสกับหญิงสาวชื่อ "นางสมบุญ" ซึ่งตามบันทึกระบุว่าเป็นหลานสาวของภรรยานายแฟงนั่นเอง ทั้งสองได้ร่วมกันประกอบอาชีพทำสวนและค้าขายจนมีฐานะที่มั่นคงระดับหนึ่ง และให้กำเนิดบุตรชายด้วยกัน คน นามว่า "สอน เกศเวชสุริยา"
การที่ท่านได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตฆราวาส การมีครอบครัว และการทำมาหากิน ถือเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจในโลกียวิสัย เข้าใจความทุกข์ยากของชาวบ้าน และตระหนักถึงกฎแห่งอนิจจังอย่างถ่องแท้ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นฐานอันมั่นคงก่อนที่ท่านจะตัดสินใจละทิ้งความสุขทางโลก เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นทางธรรมในเวลาต่อมา
เมื่ออายุย่างเข้า ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นวัยที่ชายไทยถือเกณฑ์ "ครบบวช" ประกอบกับความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทดแทนพระคุณของบิดามารดาผู้ให้กำเนิดตามค่านิยมของสังคมสยาม นายศุขจึงได้ตัดสินใจสละเพศฆราวาสและเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ณ พัทธสีมา วัดโพธิ์ทองล่าง (ปัจจุบันคือวัดโพธิ์บางเขน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดนนทบุรี รอยต่อกรุงเทพมหานคร)
ในการอุปสมบทครั้งนี้ ท่านได้รับความเมตตาจาก พระครูเชย จันทสิริ (พระอาจารย์เชย) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่างในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ 1 (ในส่วนของพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์นั้น แม้จากการสืบค้นเอกสารประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาจะไม่ปรากฏหลักฐานระบุนามที่แน่ชัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของการจดบันทึกในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่มักให้ความสำคัญสูงสุดกับพระอุปัชฌาย์ ทว่าการได้รับบรรพชาจากพระอุปัชฌาย์ที่ทรงคุณวุฒิก็เพียงพอที่จะสะท้อนถึงการเริ่มต้นที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย)
เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า "เกสโร" การวิเคราะห์ความหมายของฉายา "เกสโร" ในทางนิรุกติศาสตร์ภาษาบาลี แปลว่า "ผู้มีเกสร" หรือเป็นการเปรียบเปรยถึง "ดอกบัว" ซึ่งในเชิงปรัชญาพุทธศาสนา ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งความบริสุทธิ์ การตื่นรู้ ปัญญา และความเบิกบานในธรรม การได้รับฉายานี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของท่านที่จะชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ และบำเพ็ญเพียรเพื่อหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวงดั่งดอกบัวที่โผล่พ้นโคลนตม
ภายหลังการอุปสมบท หลวงปู่ศุขได้อยู่จำพรรษาที่วัดโพธิ์ทองล่างและคอยปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์เชย ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อย่างใกล้ชิด พระอาจารย์เชยรูปนี้ ถือเป็นพระมหาเถระสายรามัญ (มอญ) ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่งยวด และเป็นที่เลื่องลือในฐานะพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและการเพ่ง "กสิณ" อันเป็นบาทฐานสำคัญของการเกิดอภิญญา
หลวงปู่ศุขได้รับการถ่ายทอดวิทยาการพื้นฐานทั้งหมดจากพระอาจารย์เชย เริ่มตั้งแต่การกำหนดจิต การเจริญอานาปานสติ สมาธิภาวนา ตลอดจนได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมและพุทธาคมชั้นสูงจากตำรามอญโบราณ ความอุตสาหะและการอุทิศตนของท่านทำให้ท่านก้าวหน้าในระดับญาณสมาธิอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ไว้วางใจของพระอาจารย์
เมื่อพื้นฐานทางสมาธิจิตกล้าแข็งและแตกฉานในวิชาจากสำนักวัดโพธิ์ทองล่างแล้ว หลวงปู่ศุขมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมและอักขระขอมโบราณให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่านจึงได้กราบลาพระอาจารย์เชยเพื่อออกเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สำนักเรียนชั้นนำในพระนคร โดยท่านได้ไปพำนักและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่ วัดสามง่าม ปทุมวัน และจากนั้นได้ย้ายไปจำพรรษาที่ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร บริเวณย่านบางลำพู
ที่วัดชนะสงครามแห่งนี้ ถือเป็นจุดศูนย์กลางและตักศิลาทางพุทธศาสนาและวิชาอาคมในยุคนั้น การมาจำพรรษาที่นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนและจุดกำเนิดเครือข่ายทางธรรมที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ หลวงปู่ศุขได้มีโอกาสพบและสนทนาธรรมกับ หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ แห่งวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร พระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนภาคเหนือตอนล่าง พระเกจิอาจารย์ทั้งสองรูปได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนสรรพวิชา ศึกษาวิปัสสนา และวิชาเล่นแร่แปรธาตุร่วมกันจนมีความสนิทสนมและเคารพยกย่องซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด
การแลกเปลี่ยนสุดยอดวิชาระหว่างพระมหาเถระระดับตำนานทั้งสองรูปนี้ ถือเป็นการประสานสายวิชาทางภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้ฐานความรู้ด้านพุทธาคมของหลวงปู่ศุขมีความลึกซึ้ง กว้างขวาง และรวบรวมเคล็ดวิชาที่หลากหลายเกินกว่าพระเถระทั่วไปในยุคเดียวกัน อันเป็นต้นทุนมหาศาลในการนำไปช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้คนในเวลาต่อมา
หลังจากที่ได้เพียรศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน และวิทยาคมจนแตกฉานทรงภูมิรู้ ในปี พ.ศ. 2435 หลวงปู่ศุขได้ตัดสินใจออกเดินธุดงค์วัตรออกจากพระนคร เพื่อกลับคืนสู่มาตุภูมิที่จังหวัดชัยนาท เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเกิด ท่านได้พิจารณาเห็นว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในชุมชน มีสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก ขาดการดูแลเอาใจใส่ และเสนาสนะต่างๆ อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม ท่านจึงตัดสินใจปักกลดและจำพรรษาอยู่ ณ วัดแห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระธรรม
ด้วยบารมี ปฏิปทาอันงดงาม และความเป็นผู้มีเมตตาธรรมสูง หลวงปู่ศุขได้ริเริ่มโครงการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดปากคลองมะขามเฒ่าครั้งประวัติศาสตร์ ท่านได้ระดมสรรพกำลังจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ เป็นผู้นำในการสร้างเสนาสนะ พระอุโบสถ และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ สิ่งก่อสร้างสำคัญที่สะท้อนถึงบารมีของท่านคือ มณฑป ซึ่งท่านได้เป็นประธานดำเนินการสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2456 รวมถึงพระอุโบสถที่ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ร่วมกับข้าราชบริพารวาดถวาย (ลงบันทึกปี พ.ศ. 2433) การเป็นพระนักพัฒนาของท่านทำให้ชาวบ้านมะขามเฒ่าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด หลั่งไหลกันมาช่วยงานบูรณะจนสำเร็จลุล่วง วัดปากคลองมะขามเฒ่าจึงฟื้นคืนชีพกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอำเภอวัดสิงห์นับแต่นั้นเป็นต้นมา
แม้ว่าหลวงปู่ศุขจะมีความโดดเด่นในด้านวิปัสสนาธุระและวิทยาคม ซึ่งมักเป็นภาพลักษณ์ของพระอรัญวาสี (พระป่า) แต่ด้วยวัตรปฏิบัติที่เพียบพร้อม มีระเบียบวินัย และความสามารถในการปกครองชุมชนสงฆ์ คณะสงฆ์ส่วนกลางและทางราชการจึงได้เล็งเห็นถึงคุณูปการของท่าน หลวงปู่ศุขได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรในราชทินนาม "พระครูวิมลคุณากร" และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าคณะอำเภอคนแรกของอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปกครองสูงสุดระดับอำเภอสะท้อนให้เห็นว่า นอกเหนือจากความเป็นพระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทแล้ว ท่านยังเป็นนักปกครองที่ได้รับการยอมรับจากมหาเถรสมาคม มีความสามารถในการบริหารจัดการวัด และเป็นศูนย์กลางแห่งความยุติธรรมในชุมชน
ความเข้มขลังทางพุทธาคม บารมีธรรม และความเป็นครูผู้ให้ของหลวงปู่ศุข ได้แผ่ขยายกว้างไกลไปทั่วประเทศ มีพระภิกษุสามเณร ตลอดจนฆราวาสจากทุกสารทิศเดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาพระกรรมฐานและวิทยาคม ลูกศิษย์สายธรรมที่มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้แก่:
ชื่อเสียงของหลวงปู่ศุขที่โดดเด่นที่สุดจนได้รับสมญานามอันยิ่งใหญ่ว่า “เจ้าสำนักทางพุทธาคมอันยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือคำเล่าลือที่ปราศจากมูลความจริง แต่เกิดจากความสำเร็จในการฝึกปฏิบัติจิตจนถึงขั้นวิปัสสนาญาณและ "อภิญญา" ขั้นสูง โดยเฉพาะความแตกฉานในศาสตร์แห่ง "รสายนเวท" (การเล่นแร่แปรธาตุทางโลหะวิทยาและไสยศาสตร์) และความเชี่ยวชาญในการเจริญ กสิณ 10 จนบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม
พุทธาคมของหลวงปู่ศุขมีรากฐานมาจากการเจริญสมาธิภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ ไม่ใช่เพียงการท่องจำมนต์คาถาตามคัมภีร์ อำนาจจิตที่กล้าแข็งทำให้ท่านสามารถดัดแปลงหรือควบคุมธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ได้ตามปรารถนา ซึ่งเป็นภาวะ "ปัจจัตตัง" (รู้ได้เฉพาะตน) อันสอดคล้องกับหลักอภิญญา ในทางพุทธศาสนา ในด้านวิชาการบันทึก ท่านได้มีการจัดทำคัมภีร์และ ตำราพระเวทย์ หลวงปู่ศุข ซึ่งรวบรวมคาถาอาคม พระยันต์ และอักขระขอมต่างๆ ไว้เป็นมรดกตกทอด ซึ่งปัจจุบันบางส่วนยังคงถูกเก็บรักษาและพิมพ์เผยแพร่เป็นวิทยาทานให้แก่ชนรุ่นหลัง
แม้วิชาหลายแขนงของท่านจะถูกถ่ายทอดแบบปากเปล่า (มุขปาฐะ) สู่ศิษย์ใกล้ชิด แต่มีพระคาถาสำคัญที่มีการบันทึกไว้ในตำรา และยังคงได้รับความนิยมนำมาสวดภาวนาเพื่อความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. คาถาเมตตามหาเสน่ห์และโชคลาภ (มนต์มหาลาภ) ถือเป็นสุดยอดพระคาถาที่พุทธศาสนิกชนและพ่อค้าแม่ค้านิยมใช้สวดเพื่อการทำมาค้าขาย ติดต่อเจรจาธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเมตตามหานิยมและดึงดูดทรัพย์
2. คาถาเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย เป็นบทสวดสั้นๆ แต่อานุภาพรุนแรง ใช้สำหรับการเดินทางไกล ป้องกันอุบัติเหตุและภัยอันตรายจากทั้งมนุษย์และภูตผี
3. คาถาอาราธนาพระเครื่องและวัตถุมงคลหลวงปู่ศุข ใช้สำหรับสวดบริกรรมก่อนนำพระเครื่องหรือตะกรุดของหลวงปู่ศุขขึ้นคล้องคอ เพื่ออาราธนาบารมีของท่านให้คุ้มครอง
4. คาถาหัวใจธาตุ 4 (หนุนธาตุ) วิชาของหลวงปู่ศุขโดดเด่นเรื่องการเดินกสิณและตั้งธาตุ คาถาบทนี้ใช้สำหรับขับไล่สิ่งอัปมงคล และเสริมพลังธาตุในร่างกายให้สมดุลและแข็งแกร่ง (คงกระพันชาตรี)
5. คาถาจินดามณี (ฉบับหลวงปู่ศุข) คาถาโบราณที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หลวงปู่ศุขได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อการสงเคราะห์ผู้คนในยามยากไร้ เป็นคาถาที่โดดเด่นด้านการเรียกโชคลาภ เงินก้อนใหญ่ และโภคทรัพย์
ในแวดวงนักสะสมและผู้นิยมพระเครื่อง พระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่จัดสร้างและปลุกเสกโดยหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการยกย่องให้เป็น ในสุดยอดพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมตลอดกาลของประเทศไทย วัตถุมงคลของท่านมิได้โดดเด่นเพียงแค่ความสวยงามเชิงพุทธศิลป์โบราณเท่านั้น แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงพุทธคุณที่เปี่ยมล้น ครบเครื่องครอบจักรวาล ทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี และมหาอุด มูลค่าการเช่าหาเปลี่ยนมือในตลาดกลางพระเครื่องปัจจุบัน มีตั้งแต่ระดับหลักหมื่นไปจนถึงราคาสูงระดับหลายสิบล้านบาท
จากการศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และการประเมินของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สามารถจัดลำดับ พิมพ์ยอดนิยมที่มีมูลค่าสูงสุดและได้รับการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ ได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ลำดับ | ชื่อรุ่น / พิมพ์ทรง | ปีที่สร้าง และมวลสารหลัก | พุทธคุณเด่น และจุดสังเกตสำหรับการแยกแท้-เทียม | มูลค่าตลาดปัจจุบัน (โดยประมาณ) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | พระปรกใบมะขาม | ปลุกเสกเมื่อเดือน พ.ย. พ.ศ. 2465 ณ วัดอนงคาราม ทำจากโลหะทองแดง ล้วน 5 | จัดเป็น ในเบญจภาคีพระนาคปรกของประเทศ องค์พระมีขนาดเล็กแต่หน้าคมชัด ข้อศอกมีติ่งเล็กคมเหมือนเข็ม รอยแตกในเนื้อโลหะเป็นธรรมชาติ ของปลอมมักจะหดตัวและมีขนาดเล็กกว่า 11 | หลักล้านบาท ถึงสิบล้านบาท |
| 2 | เหรียญรุ่นแรก ข้างกระบอก | พ.ศ. 2466 สร้างหลังจากมรณภาพ หลอมจากเหรียญสตางค์แดงโบราณ 11 | เป็นเหรียญรุ่นเดียวที่มีภาพเหมือนเต็มองค์ แยกบล็อกหน้าได้ บล็อก บล็อกหลัง บล็อก จุดสังเกตคือขอบกระบอก ความตึงของผิวเหรียญ และยันต์พระเจ้า พระองค์ 11 | หลักแสนปลาย ถึงหลายล้านบาท |
| 3 | รูปถ่ายซีเปียอัดกรอบยุคต้น | จัดสร้างในยุคต้น ภาพถ่ายหลวงปู่ศุข นั่งเก้าอี้หวาย ด้านหลังมีรอยจารอักขระ 12 | โดดเด่นด้านความเป็นสิริมงคล จุดสังเกตคือความเก่าของกระดาษซีเปีย ปรอทบนภาพ และน้ำหนักลายมือจารที่หนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ 12 | หลักแสน ถึงหลักล้านบาท |
| 4 | เหรียญหล่อประภามณฑล ข้างรัศมี | สร้างขณะยังมีชีวิต (พระนำฤกษ์) เนื้อโลหะผสมและเนื้อชินตะกั่ว 12 | เชื่อว่ามีอานุภาพด้านความเข้มแข็ง คงกระพัน จุดสังเกตคือรอยตัดชิด รอยประกบพิมพ์ และความเป็นธรรมชาติของคราบเบ้าและการยุบตัวของโลหะโบราณ 12 | หลักแสน ถึงหลักล้านบาท |
| 5 | เหรียญหล่อพระพุทธ พิมพ์ข้างอุใหญ่ | สร้างยุคต้น เทหล่อโบราณ เนื้อชินตะกั่ว ปางสมาธิบนฐานบัวข้างอุ 12 | เด่นด้านเมตตาและแคล้วคลาด จุดพิจารณาคือคราบไขตะกั่วธรรมชาติ สนิมแดง และรอยจารอักขระด้านหลังด้วยลายมือหลวงปู่ศุข 12 | หลักแสน ถึงแสนปลาย |
| 6 | เหรียญหล่อประภามณฑล ฐานบัวบาน | สร้างยุคต้น เนื้อชินตะกั่ว มีรัศมีข้าง ด้านหลังมีหลายบล็อก (เรียบ, จาร, ยันต์นูน) 11 | จุดสังเกตคือ รอยสนิมแดงและไขขาวบนเนื้อชินตะกั่ว ความคมของเส้นรัศมีประภามณฑล 11 | หลักแสน ถึงหลักล้านบาท |
| 7 | เหรียญหล่อประภามณฑล วัดคลองขอม | ร่วมปลุกเสกกับหลวงพ่ออุม วัดคลองขอม จ.สุพรรณบุรี มีบล็อกข้างรัศมีและไม่มีรัศมี 11 | มวลสารโลหะผสมเก่า ผิวหิ้ง รอยตัดขอบข้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการหล่อโบราณ 11 | หลักหมื่นปลาย ถึงหลักแสนบาท |
| 8 | พระพิมพ์สี่เหลี่ยม ออกวัดส้มเสี้ยว | แจกที่วัดส้มเสี้ยว จ.นครสวรรค์ เนื้อชินตะกั่ว ด้านหน้าปางสมาธิฐานบัวฟันปลา 11 | พุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาด ลายมือจารอักขระยันต์ของหลวงปู่ศุขด้านหลังเป็นจุดพิจารณาหลักชี้ขาดความแท้ 11 | หลักแสนบาท |
| 9 | พระปิดตา พิมพ์แขนชิด / ห้าเหลี่ยม | มีทั้งเนื้อผงคลุกรัก และ เนื้อชินตะกั่ว พิมพ์ทรงวิจิตรพิสดาร 11 | โดดเด่นด้านมหาอุด โชคลาภ จุดสังเกตคือความแห้งของเนื้อผงคลุกรัก และรอยพับหรือรอยจารในเนื้อตะกั่ว 11 | หลักหมื่น ถึงหลักแสนบาท |
| 10 | เหรียญเสมาหัวเสือ | เหรียญย้อนยุค สร้างเนื่องในโอกาส ปีชาติกาล โดยวัดกำแพง จ.นนทบุรี 12 | แม้จะเป็นรุ่นหลัง แต่นิยมสูงเนื่องจากเจตนาการสร้างบริสุทธิ์ จุดสังเกตคือรอยตัดขอบเหรียญแบบเครื่องปั๊มสมัยใหม่ รูปหัวเสือด้านล่าง 12 | หลักพัน ถึงหลักหมื่นบาท |
การพิจารณาพระเครื่องโลหะของหลวงปู่ศุขให้ถ่องแท้นั้น ผู้เชี่ยวชาญชี้แนะว่าต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่อง "ธรรมชาติของโลหะเก่าและการขึ้นรูปโบราณ" การเกิดรอยแตกจากการกระแทกแม่พิมพ์ (ในกรณีเหรียญปั๊ม) รอยตัดด้านข้างกระบอก ตลอดจนคราบเบ้า รอยหดตัว และธรรมชาติของสนิมไขตะกั่ว (ในกรณีเหรียญหล่อโบราณ) เป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการแยกแยะพระแท้และพระเทียมซึ่งระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน
ในเชิงสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์ศาสนา ปรากฏการณ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องปรัมปราหรือนิทานพื้นบ้าน แต่เป็นกุศโลบายและเป็นเครื่องสะท้อนถึงผลแห่งการบำเพ็ญเพียรทางจิตในขั้นสูง (อภิญญา) ที่ทำให้มวลชนและชนชั้นปกครองเกิดความศรัทธายอมรับอย่างสิ้นสงสัย หลวงปู่ศุขมีเรื่องเล่าเชิงปาฏิหาริย์ที่มีหลักฐานการบันทึกจากบุคคลร่วมสมัยมากมาย โดยเฉพาะจากบันทึกจดหมายเหตุของทหารเรือและบทประทานสัมภาษณ์ของพระธิดาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ระบุว่า กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงพบกับหลวงปู่ศุขครั้งแรกในช่วงเดือน ปี พ.ศ. 2447 ขณะที่เสด็จประพาสตากอากาศทางเหนือโดยทางชลมารค เมื่อกระบวนเรือมาหยุดพักและโปรดให้ข้าราชบริพารหุงหาอาหารที่ศาลาวัดมะขามเฒ่า เสด็จเตี่ยได้ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุชรา (หลวงปู่ศุข) ลงจากกุฏิมานั่งพักใกล้ๆ กับกองหัวปลีกล้วยที่เด็กวัดได้ตัดมากองทิ้งไว้
หลวงปู่ศุขได้หยิบหัวปลีขึ้นมาลูบคลำบริกรรมคาถาสักครู่ แล้ววางลงบนพื้น ทันใดนั้นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติก็บังเกิดขึ้น หัวปลีเหล่านั้นได้กลับกลายเป็นกระต่าย มีชีวิตวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วบริเวณศาลาวัด เมื่อกรมหลวงชุมพรฯ เห็นเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ จึงรับสั่งให้คนในเรือช่วยกันล้อมจับกระต่าย เมื่อทรงจับกระต่ายตัวนั้นได้ กระต่ายในพระหัตถ์ก็กลับกลายสภาพเป็นหัวปลีดังเดิมในทันที ปรากฏการณ์นี้แสดงถึงอำนาจแห่งการเล่นแร่แปรธาตุและการบังคับกสิณอย่างเฉียบพลัน ทำให้กรมหลวงชุมพรฯ ผู้ทรงใฝ่พระทัยในเรื่องพุทธาคมอยู่แล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดซึ้ง เสด็จขึ้นกุฏิไปสนทนาธรรมและทรงกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ในคืนนั้นเอง
วิชาอาคมที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านจนเป็นที่เลื่องลือระดับตำนานอีกวิชาหนึ่งคือ การหยิบรูดใบมะขามจากต้น บริกรรมคาถาแล้วเป่าเสกให้กลายเป็นตัวต่อหรือตัวแตนบินว่อนข่มขวัญศัตรู นอกจากนี้ยังมีบันทึกคำบอกเล่าว่า ท่านสามารถเสกพลทหารให้กลายเป็นจระเข้ลงไปว่ายในแม่น้ำได้อีกด้วย นายพิศิษฐ์ ทวี อดีตลูกศิษย์วัดที่เติบโตมาในวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้ให้ทัศนะอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ในกาลต่อมาว่า เรื่องนี้เกิดจากอำนาจจิตบริสุทธิ์และ "ปัจจัตตัง" ของผู้บำเพ็ญเพียรที่สำเร็จอภิญญา ซึ่งวิชาเหล่านี้ในอดีตท่านใช้เป็นเพียงกุศโลบายเพื่อการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญ และแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา
หลวงปู่ศุขได้เมตตาทำเครื่องรางมงคล โดยลงยันต์บน "ผ้าประเจียด" (ผ้าพันคอหรือผ้าผูกต้นแขน) ถวายให้แก่กรมหลวงชุมพรฯ เพื่อนำไปแจกจ่ายเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารเรือ มีการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ถึงการทดลองอาคม โดยมี นายยัง หาญทะเล นักมวยไทยชื่อดังซึ่งเป็นทหารคนสนิทของเสด็จเตี่ย เป็นผู้อาสาทดสอบพุทธคุณ คงกระพันชาตรี ผลปรากฏว่าอาวุธนานาชนิดทั้งปืนและของมีคมไม่สามารถทำอันตรายนายยังผู้คาดผ้าประเจียดได้เลย เหตุการณ์นี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์และแสนยานุภาพของพุทธาคมสายวัดปากคลองมะขามเฒ่าในหมู่กองทัพเรือไทยอย่างเป็นทางการ
สังขารร่างกายของมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ แม้แต่พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาสูงสุดก็มิอาจหลีกพ้นกฎแห่งไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) นี้ไปได้ หลวงปู่ศุขเริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคชราและร่างกายค่อยๆ อ่อนล้าลงตามกาลเวลามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 คณะศิษยานุศิษย์และแพทย์หลวงจากส่วนกลางได้พยายามถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ
จนกระทั่งเมื่อถึงกาลอันสมควร ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2466 (บันทึกทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุวันที่ ธันวาคม ขณะที่ฐานข้อมูลบางฉบับระบุ ธันวาคม 5) ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบ สิริอายุรวม ปี นับพรรษาแห่งการครองสมณเพศได้ พรรษา การจากไปของท่านนับเป็นการสูญเสียดวงประทีปดวงใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนาในแผ่นดินสยาม
ความสูญเสียในครั้งนั้นนำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยอย่างใหญ่หลวงต่อคณะศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวชัยนาท และเหล่าทหารเรือ หลังจากคณะสงฆ์และทางราชการได้ดำเนินการจัดการสรีระสังขารและจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพตามประเพณีและสมณศักดิ์อย่างสมเกียรติแล้ว คณะศิษย์นำโดยกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ร่วมกันรำลึกพระคุณ ด้วยการหล่อประติมากรรมรูปเหมือนและปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลองสรีระของหลวงปู่ศุข ประดิษฐานไว้ ณ มณฑปและกุฏิเก่าภายในวัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อให้เป็นปูชนียสถานสำหรับพุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบสักการบูชา โดยเฉพาะรูปหล่อโบราณหลวงปู่ศุขยืนถือไม้เท้า ถือเป็นประติมากรรมชิ้นเอกที่ได้รับความนิยมนำมาทำเป็นวัตถุมงคลขนาดบูชาที่ทรงคุณค่าสูงสุด
ความศรัทธาและความกตัญญูที่สังคมไทยมีต่อหลวงปู่ศุขไม่เคยเสื่อมคลายไปตามกาลเวลา จังหวัดชัยนาท ร่วมกับอำเภอวัดสิงห์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้กำหนดจัดงานบำเพ็ญกุศลและรำลึกประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ ตัวอย่างเช่น การจัดงานมหกรรม "102 ปี แห่งศรัทธาน้อมบูชาหลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี
กิจกรรมภายในงานสะท้อนถึงการหลอมรวมทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ประกอบด้วยพิธีพราหมณ์บวงสรวงดวงวิญญาณ การถวายทักษิณานุประทานแด่พระสงฆ์กว่า รูป การจัดขบวนแห่ทางวัฒนธรรมจาก ตำบล การแสดงแสงสีเสียงอิงประวัติศาสตร์ และการบรรเลงดุริยางค์ทหารเรือ นอกจากนี้ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ยังคงจัดพิธีพุทธาภิเษกและอัญเชิญรูปเหมือนหลวงปู่ศุขไปประดิษฐาน ณ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาและสืบสานตำนานพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่ให้เป็นขวัญกำลังใจของกองทัพเรือสืบไป
ศึกษาประวัติ สถาปัตยกรรม และข้อมูลของ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท
การจัดทำรายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้รับการค้นคว้า รวบรวม และประเมินความน่าเชื่อถือจากเอกสารจดหมายเหตุ ฐานข้อมูลทางพระพุทธศาสนา วรรณกรรมวิจัย และแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับระดับชาติ โดยมีแหล่งอ้างอิงหลักดังต่อไปนี้:
สรุปทัศนะเชิงวิเคราะห์
พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข เกสโร แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า นับเป็นบูรพาจารย์ที่ทิ้งมรดกทางสติปัญญา วัฒนธรรม และจิตวิญญาณไว้อย่างประเมินค่ามิได้ให้กับแผ่นดินไทย ในมิติทางโลก ท่านคือผู้นำทางชุมชนและพระนักพัฒนาที่เสียสละพลิกฟื้นอารามร้างให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาและการศึกษา ในมิติทางการปกครอง ท่านคือผู้บริหารและเจ้าคณะอำเภอผู้วางรากฐานความมั่นคงแห่งคณะสงฆ์ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และในมิติแห่งปรมัตถธรรม ท่านคือผู้บรรลุในสรรพวิชาและกสิณภาวนา ที่สามารถนำพุทธาคมมาเป็นเครื่องมืออันชาญฉลาดในการยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน ผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับพระบวรพุทธศาสนา ตั้งแต่ระดับราษฎรเดินดินไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงผู้กุมกำลังรบของชาติ
วัตถุมงคลและพระคาถาของท่าน ที่มีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องรางปกป้องภัยหรือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่เป็นเสมือนตัวแทนแห่งความเพียรพยายาม การมีสติสัมปชัญญะ และผลแห่งการบำเพ็ญบารมีที่ชาวพุทธสามารถนำมาเป็นเครื่องรำลึกและเตือนสติในการดำเนินชีวิต แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่าศตวรรษนับแต่ท่านละสังขาร แต่นามของ "หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า" จะยังคงสถิตอยู่ในฐานะพระอริยสงฆ์ระดับตำนานอมตะ คู่หน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและสังคมไทยตราบนานเท่านาน