วัดปากคลองมะขามเฒ่า — ตักศิลาพุทธาคมแห่งลุ่มน้ำท่าจีน ของหลวงปู่ศุข เกสโร
ตำนานสยามพระเครื่อง
การศึกษาประวัติศาสตร์ของศาสนสถานในประเทศไทยมักเผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างคติความเชื่อทางศาสนา พัฒนาการของชุมชนท้องถิ่น และความสัมพันธ์กับราชสำนักส่วนกลาง วัดปากคลองมะขามเฒ่า หรือที่มีนามเรียกขานแต่ดั้งเดิมว่า "วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า" ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่มีความโดดเด่นที่สุดในบริบทดังกล่าว วัดแห่งนี้ไม่เพียงแต่ดำรงสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชัยนาทและพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของการผสานรวมระหว่าง "พุทธาคมสายวิปัสสนากรรมฐาน" ของพระเถราจารย์ในชนบท และ "พระบารมี" ของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในราชวงศ์จักรี การก่อรูปของตำนานความศักดิ์สิทธิ์รอบตัวพระครูวิมลคุณากร หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม "หลวงปู่ศุข เกสโร" ได้รับการต่อยอดและบันทึกไว้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านอุตสาหกรรมวัตถุมงคลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ รายงานฉบับนี้มุ่งหน้าวิเคราะห์องค์ประกอบทุกมิติของวัดปากคลองมะขามเฒ่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ลำดับการสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาส พัฒนาการและพลวัตของตลาดวัตถุมงคล ไปจนถึงคติความเชื่อและมรดกทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
การทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า จำเป็นต้องพิจารณาถึงสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ของชุมชนลุ่มน้ำในยุคที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนสถานระดับท้องถิ่นเริ่มได้รับการรับรองและบูรณาการเข้าสู่ระบบคณะสงฆ์ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อมูลจากระบบทะเบียนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนเอกสารอ้างอิงเชิงวิชาการระบุว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่าได้รับการริเริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2432 ในช่วงแรกเริ่มของการตั้งเป็นสำนักสงฆ์และวัดนั้น ศาสนสถานแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในนาม "วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า" บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการอุทิศที่ดินและทุนทรัพย์เพื่อเป็นรากฐานของการสร้างวัดคือ โยมน่วม และ โยมทองดี ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ผู้มีจิตศรัทธาและเป็นบิดามารดาบังเกิดเกล้าของเด็กชายศุข ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้บรรพชาอุปสมบทและกลายเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
พัฒนาการของวัดดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงแรก ก่อนที่จะก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญเมื่อหลวงปู่ศุขได้เดินทางกลับจากการออกจาริกธุดงค์วัตรเป็นระยะเวลากว่าทศวรรษ เพื่อมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดแห่งนี้ ด้วยบารมีธรรมและวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของท่าน ผนวกกับการสนับสนุนจากมวลชนและราชสำนัก ทำให้วัดได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ขยายอาณาเขต และสร้างเสนาสนะต่างๆ จนมีความพร้อมสมบูรณ์ ในที่สุด วัดปากคลองมะขามเฒ่าจึงได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (การกำหนดเขตพื้นที่ดินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่คณะสงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างอุโบสถ) เมื่อวันที่ มีนาคม พ.ศ. 2440 การได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในยุคสมัยรัชกาลที่ ถือเป็นการยกระดับสถานะของวัดจากสำนักสงฆ์ท้องถิ่นขึ้นเป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญระดับชาติ ปัจจุบัน วัดปากคลองมะขามเฒ่ามีสถานะทางกฎหมายเป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่ามีความแนบแน่นกับภูมิศาสตร์ทางน้ำ พิกัดที่ตั้งของวัดตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ทำเลที่ตั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ตรงบริเวณ "ปากคลองมะขามเฒ่า" ซึ่งเป็นจุดที่คลองสาขาแยกตัวออกและเชื่อมต่อกับสายน้ำสายหลักคือแม่น้ำท่าจีน (หรือที่ชาวบ้านในท้องถิ่นมักเรียกว่าแม่น้ำมะขามเฒ่าในบริเวณนั้น)
ในยุคสมัยที่ถนนหนทางยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง การสัญจรทางน้ำถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสยามประเทศ การตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนทำให้วัดปากคลองมะขามเฒ่ากลายเป็นจุดแวะพักและศูนย์กลางการพบปะของพุทธศาสนิกชนที่เดินทางสัญจรไปมาทางเรือ ภูมิทัศน์ริมน้ำนี้ยังเป็นฉากหลังของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จตากอากาศทางภาคเหนือและล่องเรือกลไฟกลับมาตามเส้นทางแม่น้ำท่าจีน จนนำไปสู่การพบกับหลวงปู่ศุขเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน ผู้ที่ต้องการเดินทางไปกราบสักการะสามารถใช้เส้นทางบก โดยขับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถโดยสารประจำทางมาตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3183 (เส้นทางสายชัยนาท-วัดสิงห์) ศาสนสถานจะมีป้ายบอกทางและซุ้มประตูวัดขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนและทอดยาวไปจนจรดริมฝั่งแม่น้ำ
เอกลักษณ์ที่ทำให้วัดปากคลองมะขามเฒ่าทวีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ศิลปะของชาติ คือการบูรณาการมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงการปะทะสังสรรค์ระหว่างศิลปะแบบประเพณีนิยมของไทย และอิทธิพลของศิลปะตะวันตกที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาในยุคสยามใหม่ (Modern Siam) สิ่งปลูกสร้างและพุทธศิลป์ภายในวัดล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความศรัทธาของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และฝีมือเชิงช่างชั้นครู
สถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นศูนย์กลางของการประกอบสังฆกรรมคือ "พระอุโบสถ" ซึ่งแม้โครงสร้างภายนอกจะยึดถือคติการสร้างแบบศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนกลางที่เน้นความงามสง่า แต่ความวิจิตรพิสดารที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ภายในอาคาร ข้อมูลจากคลังวิชาการและระบบภูมิสารสนเทศแหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร (ที่มีการบันทึกรายงานการอนุรักษ์จิตรกรรมในปี พ.ศ. 2544) ระบุอย่างชัดเจนว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถนี้ ถูกรังสรรค์ขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ถึงต้นรัชกาลที่ 6 (ราวปี พ.ศ. 2464 หรืออาจมีการวาดสะสมมาก่อนหน้านั้นตามปีระบุในภาพบางส่วน)
ความพิเศษระดับชาติที่ทำให้จิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้ไม่เหมือนที่ใดในประเทศ คือผู้สร้างสรรค์ผลงาน บริเวณผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธาน เป็นภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งทรงจับพู่กันเขียนด้วยพระองค์เองร่วมกับข้าราชบริพาร การที่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำทางทหารระดับสูง ทรงอุทิศเวลาและทักษะส่วนพระองค์ในการสร้างพุทธศิลป์ถวายวัดในชนบท สะท้อนถึงความเคารพศรัทธาอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพระอาจารย์
การวิเคราะห์เชิงลึกด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของจิตรกรรมฝาผนัง มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
แม้ในบันทึกทางประวัติศาสตร์และฐานข้อมูลของกรมศิลปากรจะไม่ได้ระบุนามเฉพาะหรือลงรายละเอียดเกี่ยวกับพุทธลักษณะของ "พระประธาน" ประจำพระอุโบสถไว้อย่างเจาะจง แต่โดยทั่วไปแล้ว พระประธานในยุคนิยมมักสร้างตามแบบศิลปะรัตนโกสินทร์ที่สืบทอดอิทธิพลมาจากศิลปะสุโขทัย เน้นความสง่างาม พระพักตร์อิ่มเอิบ และมักเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือปางสมาธิ อันสอดคล้องกับภาพจิตรกรรมด้านหลัง
นอกจากพระอุโบสถแล้ว ภายในอาณาบริเวณวัดยังมีเสนาสนะและปูชนียวัตถุที่โดดเด่นอีกหลายประการ ได้แก่:
อำนาจบารมีและความรุ่งเรืองของวัดปากคลองมะขามเฒ่า ไม่ได้เกิดขึ้นจากความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการปกครองและวัตรปฏิบัติอันหาที่ติมิได้ของเจ้าอาวาสผู้ทรงศีลและทรงวิทยาคม การสืบทอดตำแหน่งและวิชาความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้สร้างโครงข่ายแห่งความศรัทธาที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ
หลวงปู่ศุข นับเป็นปูชนียบุคคลหมายเลขหนึ่งและเป็นเสาหลักแห่งประวัติศาสตร์ของวัด ท่านมีนามเดิมว่า "ศุข" นามสกุล "เกษเวช" (ในยุคหลังลูกหลานบางสายได้นำไปเปลี่ยนและใช้เป็น "เกษเวชสุริยา") ท่านถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวชาวนาในช่วงปลายรัชกาลที่ เมื่อวันจันทร์ เดือน ขึ้น ค่ำ ปีวอก พ.ศ. 2390 ณ บ้านมะขามเฒ่า
เมื่อเจริญวัยได้ ขวบ บิดาได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์วัดเพื่อศึกษาเล่าเรียนหนังสือ จนท่านมีความแตกฉานทั้งในภาษาไทยและภาษาขอมโบราณ ตามประเพณีไทย ท่านได้แต่งงานและมีบุตรชายหนึ่งคนนามว่า "สอน" ทว่าวิถีแห่งโลกียวิสัยไม่อาจกักขังจิตวิญญาณผู้ใฝ่ธรรมได้ ครั้นอายุร่วงเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ท่านได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยอุปสมบทเป็นพระภิกษุและเริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐาน ความมุ่งมั่นแสวงหาโมกขธรรมนำพาท่านออกจาริกธุดงค์ลึกเข้าไปในป่าดงดิบเพื่อค้นหาพระอาจารย์และฝึกฝนจิตตภาวนา เป็นระยะเวลายาวนานถึง ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ตำนานเล่าขานว่าท่านได้บรรลุธรรมขั้นสูงและสำเร็จวิชากสิณสิบประการ อันเป็นบ่อเกิดแห่งฤทธิ์อภิญญาที่สร้างความตื่นตะลึงในภายหลัง
เมื่อท่านเดินทางกลับคืนสู่ลำเนาบ้านเกิด ท่านได้ตอบรับคำนิมนต์เพื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดปากคลองมะขามเฒ่า ด้วยคุณธรรมและวัตรปฏิบัติอันบริสุทธิ์ ท่านจึงกลายเป็นที่เคารพศรัทธาของชนทุกชนชั้น นำไปสู่การได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูวิมลคุณากร" และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เจ้าคณะอำเภอคนแรกของอำเภอวัดสิงห์ ท่านปกครองคณะสงฆ์และพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องจนล่วงเข้าสู่วัยชรา หลวงปู่ศุขเริ่มอาพาธด้วยโรคชราตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 และในที่สุดได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับช่วงปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) สิริรวมอายุได้ ปี นับพรรษาการบรรพชาได้ พรรษา
แม้จะไม่มีการบันทึกรายนามศิษย์สายบรรพชิตที่เป็นทายาทสืบทอดวิทยาคมโดยตรงที่ชัดเจนนัก แต่ในสายฆราวาส ความสัมพันธ์เชิงศิษย์-อาจารย์ระหว่างหลวงปู่ศุขและ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์สังคมสยามที่สำคัญที่สุด "เสด็จเตี่ย" ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ทรงประจักษ์ในอิทธิปาฏิหาริย์และการเจริญจิตภาวนาอันแก่กล้าของหลวงปู่ศุข จึงทรงละทิ้งพระยศชั่วคราวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิทยาคม วิชาแพทย์แผนโบราณ และการทำสมาธิ ความผูกพันนี้ส่งผลให้ข้าราชบริพารและทหารเรือในยุคนั้นต่างให้ความเคารพวัดปากคลองมะขามเฒ่าประดุจพระอารามหลวงทางใจ และก่อให้เกิดการอุปถัมภ์วัดในสเกลที่ยิ่งใหญ่ตราบจนสิ้นอายุขัยของทั้งสองพระองค์และพระอาจารย์
สายธารแห่งการปฏิบัติธรรมและการพัฒนาวัดยังคงดำเนินต่อไปภายหลังการมรณภาพของหลวงปู่ศุข พระเถราจารย์รูปสำคัญที่บันทึกไว้และมีบทบาทในการประคับประคองศรัทธามหาชน ได้แก่:
ในแวดวงอุตสาหกรรมพระเครื่องและวัตถุมงคลของประเทศไทย วัตถุมงคลสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ถูกจัดให้อยู่ในลำดับชั้น "ยอดมงกุฎ" (Top Tier) ที่มหาชนและนักสะสมทั่วประเทศต่างปรารถนาจะได้ครอบครอง มูลค่าทางเศรษฐกิจในการเปลี่ยนมือของพระเครื่องในตระกูลนี้ ทะยานขึ้นสู่ระดับหลักแสนและหลักล้านบาทอย่างเป็นมาตรฐาน เหตุผลเบื้องหลังความนิยมอย่างล้นหลามนี้ ไม่ได้เกิดจากความเก่าแก่ตามอายุขัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมวลชนมีความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจใน "พุทธคุณครอบจักรวาล" โดยเฉพาะความโดดเด่นในด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ มหาอำนาจ แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุตม์ และคงกระพันชาตรี ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดจากตบะบารมีและกสิณสมาธิระดับอภิญญาของหลวงปู่ศุข ที่ท่านได้ถ่ายทอดประจุลงในวัตถุมงคลทุกชิ้น
นักสะสมและเซียนพระระดับประเทศได้ทำการจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์พุทธลักษณะของพระเครื่องหลวงปู่ศุขไว้อย่างเป็นระบบ โดยมีรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์และมีมูลค่าสูงสุด ได้แก่:
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะได้พึ่งพาบารมีของพระเครื่องจากวัดปากคลองมะขามเฒ่า แต่ไม่สามารถสู้ราคาวัตถุมงคลยุคหลวงปู่ศุขได้ "พระผงสมเด็จหลวงปู่สำราญ" ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปสำคัญ ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความเคารพอย่างสูงในพื้นที่ พระรุ่นนี้มีลักษณะเป็นพระสมเด็จเนื้อผง พิมพ์สี่เหลี่ยม ด้านหน้าเป็นพระปฏิมาประทับบนฐานสามชั้น ล้อมรอบด้วยซุ้มหวายที่มีสัณฐานสูงและกว้าง มวลสารหลักทำมาจากเนื้อผงน้ำมันและว่านยามงคล ชนิด ซึ่งแต่เดิมมีสีขาวนวล แต่เนื่องจากทางวัดเกรงว่าเนื้อพระจะเสื่อมสภาพและชำรุดตามกาลเวลา จึงได้นำ "ชะแล็ก" (Shellac) มาทาเคลือบผิวไว้ ทำให้องค์พระที่พบเห็นในปัจจุบันมีสีน้ำตาลเข้ม ด้านหลังขององค์พระเป็นพื้นเรียบเคลือบชะแล็ก ปรากฏตัวเลขอารบิก '08' ซ้อนกันอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอักขระขอมคำว่า "นะ มะ อะ อุ" และมีคำว่า "พุท" อยู่ด้านล่างสุด ด้วยเจตนาการสร้างที่บริสุทธิ์และพิธีพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์สายตรง พระพิมพ์นี้จึงเปี่ยมไปด้วยพุทธคุณเด่นชัดและเป็นที่หวงแหนของชาวชัยนาท
ตามคติความเชื่อในทางพุทธพาณิชย์และไสยเวทย์ การครอบครองวัตถุมงคลจะทรงอานุภาพสูงสุดเมื่อผู้บูชามีจิตใจที่ตั้งมั่นและประกอบกับการสวดสาธยายมนต์คาถาเพื่อเชื่อมต่อคลื่นพลังแห่งความศรัทธา หลวงปู่ศุขได้มอบบทสวดและคาถาสำคัญไว้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องรางทางวาจา แต่ยังเป็นกุศโลบายในการเจริญสติปัญญาและฝึกจิตสมาธิให้แน่วแน่
ผู้ที่อัญเชิญพระเครื่องของหลวงปู่ศุขขึ้นคอ หรือผู้ที่ต้องการสวดบูชาขอบารมีท่านคุ้มครองก่อนออกจากเคหสถาน เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง มีธรรมเนียมปฏิบัติดังนี้:
เบื้องต้น ให้ผู้สวดตั้งจิตให้สงบ รำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และตั้ง นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ) จากนั้นให้บริกรรมพระคาถาดังนี้:
คาถาอาราธนาพระหลวงปู่ศุข (แบบเต็ม): อิติอะระหังสุคะโต เกสโรนามะเต ประสิทธิเม อิหิอะโห นะโมพุทธายะ
คาถาบูชาหลวงปู่ศุข (ฉบับย่อ/ประจำวัด): สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะอะอุ
การถอดรหัสเชิงเทววิทยาจากบทสวดพบว่า อักขระ "มะ อะ อุ" ซึ่งปรากฏอยู่ในช่วงท้ายของคาถา คือการย่อส่วนของ "หัวใจพระไตรปิฎก" ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในแวดวงพุทธาคมสายพระป่า โดย 'มะ' เป็นตัวแทนของ พระมหามุนี (พระพุทธ), 'อะ' เป็นตัวแทนของ อรหันต์ (พระสงฆ์), และ 'อุ' เป็นตัวแทนของ อุตตมธรรม (พระธรรม) การเปล่งเสียงอักขระเหล่านี้เปรียบเสมือนการน้อมรับเอาแก่นแท้ของพุทธศาสนามาประดิษฐานไว้ในจิตใจของผู้สวด ผู้ศรัทธาหลายรายได้ให้การยืนยันเป็นประจักษ์พยานว่า เมื่อได้ปฏิบัติตนและภาวนาคาถาบทนี้อย่างสม่ำเสมอ จิตใจจะเกิดความสงบเยือกเย็น มีสติสัมปชัญญะในการแก้ไขปัญหา และสัมผัสได้ถึงพลังคุ้มครองที่ช่วยให้ก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตการงานและการค้าขายได้อย่างน่าอัศจรรย์
เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการอันไพศาลขององค์ปฐมสมภาร ทางวัดปากคลองมะขามเฒ่าร่วมกับหน่วยงานราชการในจังหวัดชัยนาท (เช่น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด) ได้กำหนดให้มีการจัดงานประเพณีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยยึดถือเอาช่วงเวลาใกล้เคียงกับวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่ศุข (วันที่ ธันวาคม) เป็นหมุดหมายในการจัดงาน
ตัวอย่างรูปแบบการจัดงาน เช่น งานประเพณี "102 ปี แห่งศรัทธาน้อมบูชาหลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" ซึ่งถูกกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 – ธันวาคม (หรือตามประกาศของจังหวัดในแต่ละปี) ภายในงานจะเนรมิตพื้นที่วัดให้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม มีการประกอบพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ การทำบุญตักบาตร การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของชุมชน การจัดกิจกรรมเช่นนี้นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอำเภอวัดสิงห์ให้คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม
มรดกทางวัฒนธรรมที่ทำให้ชื่อเสียงของวัดปากคลองมะขามเฒ่าขจรขจายและหยั่งรากลึกในสังคมไทย คือระบบมุขปาฐะ หรือเรื่องเล่าปรัมปราที่เกี่ยวข้องกับ "อิทธิปาฏิหาริย์" ของหลวงปู่ศุข ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านี้ หากมองผ่านแว่นตาของวิชาพุทธศาสนา ถือเป็นผลลัพธ์ทางพลวัตอันเกิดจากการเจริญสมถกรรมฐานขั้นอุกฤษฏ์และการสำเร็จ "กสิณ ประการ" ซึ่งท่านได้หล่อหลอมและเคี่ยวกรำมาตลอดระยะเวลา ปีที่รอนแรมอยู่ในป่าลึก
เหตุการณ์สำคัญที่เป็นเสมือนฉากเปิดหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่าง พระสงฆ์ชนบทและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จแปรพระราชฐานไปตากอากาศทางภาคเหนือ ขากลับพระองค์ได้เสด็จประทับเรือกลไฟล่องลงมาตามเส้นทางแม่น้ำท่าจีน เมื่อขบวนเรือแล่นมาถึงบริเวณน่านน้ำหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า เครื่องยนต์ของเรือกลไฟกลับเกิดอาการขัดข้องกะทันหันอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้ฝีพายและช่างเครื่องจะพยายามแก้ไขปัญหาก็ไม่สามารถทำให้เรือแล่นต่อไปได้
ในห้วงเวลาแห่งความฉุกละหุกนั้น กรมหลวงชุมพรฯ ได้ทอดพระเนตรขึ้นไปบนฝั่ง และพบเห็นพระภิกษุชราภาพรูปหนึ่ง (หลวงปู่ศุข) นั่งอย่างสงบอยู่บนศาลาท่าน้ำ ท่านกำลังสั่งให้เด็กวัดตัดหัวปลีกล้วยนำมากองรวมกันไว้เบื้องหน้า จากนั้นท่านได้แสดงอิทธิฤทธิ์อภิญญา โดยการยื่นมือไปลูบที่หัวปลีเหล่านั้นทีละหัว เพียงชั่วพริบตา หัวปลีที่ไร้ชีวิตกลับกลายร่างเป็นฝูงกระต่ายขาวขนปุย วิ่งกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างซุกซนเต็มพื้นศาลา สร้างความตกตะลึงและอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อท่านปล่อยให้ฝูงกระต่ายวิ่งเล่นจนพอใจ ท่านก็กวักมือเรียกกระต่ายมาหา แล้วใช้มือลูบแผ่นหลังเบาๆ กระต่ายขาวเหล่านั้นก็สลายร่างกลับกลายสภาพเป็นก้อนหัวปลีดังเดิม
การแสดงอิทธิฤทธิ์ในครั้งนี้ หากพิจารณาในเชิงจิตวิทยา นับเป็นกุศโลบายของพระมหาเถระที่ต้องการทดสอบและดึงดูดความสนใจของผู้มีบุญญาธิการ ผลลัพธ์คือ กรมหลวงชุมพรฯ ทรงบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างหมดจด พระองค์จึงเสด็จขึ้นจากเรือพร้อมมหาดเล็ก ดำเนินเข้าไปกราบนมัสการ สนทนาธรรม และตัดสินใจฝากพระองค์เป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาอาคม ณ บัดนั้น
นอกจากตำนานกระต่ายขาวแล้ว พื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนยังมีเรื่องเล่าขานถึงปาฏิหาริย์อื่นๆ ที่สร้างความครั่นคร้ามและยำเกรงให้แก่ผู้คน อาทิ การที่หลวงปู่ศุขสามารถเสกใบมะขามที่ร่วงหล่นบนพื้นให้มีชีวิตและกลายเป็น "ตัวต่อตัวแตน" เพื่อใช้เป็นกลไกป้องกันตัวจากผู้ประสงค์ร้าย หรือเพื่อสั่งสอนศิษย์ที่ขาดความสำรวม อีกทั้งยังมีบันทึกเกี่ยวกับมนต์มหาอำนาจที่ท่านใช้ปราบ "เสือสมิง" อันดุร้ายในขณะที่ท่านกำลังออกเดินธุดงค์อยู่ในพงไพร และเรื่องเล่าที่พิสดารขั้นสุดยอดเกี่ยวกับการใช้วิชาอาคมเสกให้มนุษย์กลายร่างเป็นจระเข้
แม้ในยุคปัจจุบันที่มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ จะมีนักวิชาการหรือชาวบ้านบางกลุ่มพยายามตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ แต่ในมิติของมานุษยวิทยาและคติชนวิทยา เรื่องเล่าและตำนานเหล่านี้ได้ทำหน้าที่บรรลุวัตถุประสงค์ของมันแล้ว นั่นคือการสร้าง "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" (Sacred Space) ให้เกิดขึ้นในใจของมวลชน ความกลัวและความศรัทธานี้เป็นเครื่องมือทางอ้อมที่คอยควบคุมให้ประชาชนในอดีตประพฤติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม และในขณะเดียวกัน ก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ความต้องการครอบครองวัตถุมงคลและพุทธคุณของหลวงปู่ศุข ยังคงพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าจะเป็นชายชาตรี ทหารหาญ หรือนักธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์
เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมเมื่อเดินทางมาเยือนวัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการเดินทางและมารยาทจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ด้วยสถานภาพของวัดที่เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและแหล่งรวมมรดกทางศิลปกรรมของชาติ ผู้ที่มาเยือนพึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย 20:
ศึกษาประวัติเชิงลึก ปฏิปทา และวัตถุมงคลของ หลวงปู่ศุข เกสโร