สมเด็จโต พรหมรังสี — มหาเกจิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย ผู้สร้างพระสมเด็จและคาถาชินบัญชร
ตำนานสยามพระเครื่อง
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยขนานนามด้วยความเคารพอย่างสูงสุดว่า "สมเด็จโต" หรือ "หลวงปู่โต" นับเป็นหนึ่งในพระมหาเถระที่ทรงคุณูปการอย่างมหาศาลต่อการพัฒนารากฐานทางพระพุทธศาสนาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและตอนกลาง นอกเหนือจากความเป็นปราชญ์ทางธรรมที่แตกฉานในพระไตรปิฎกแล้ว ท่านยังเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาผ่านจริยาวัตรอันงดงาม ปฏิปทาที่มักน้อยสันโดษ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านวิทยาคม พระคาถาชินบัญชร และการสถาปนา "พระสมเด็จวัดระฆัง" ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่องของเมืองไทย รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในทุกมิติของท่านอย่างละเอียด ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์บุคคล ร่องรอยทางโบราณคดี นิติวิทยาศาสตร์พระเครื่อง และอิทธิพลทางวัฒนธรรมความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
การศึกษาประวัติชาติภูมิของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ต้องอาศัยการประมวลหลักฐานจากหลายแหล่ง เนื่องจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์มักเป็นการจดบันทึกแบบมุขปาฐะ (เรื่องเล่าสืบต่อกันมา) และการชำระประวัติในภายหลังโดยนักวิชาการและศิษยานุศิษย์ การทำความเข้าใจบริบทในช่วงการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ภูมิหลังของท่าน
ตามหลักฐานที่ได้รับการยอมรับและอ้างอิงจากฐานข้อมูลพระพุทธศาสนาและบทความทางประวัติศาสตร์ ระบุตรงกันว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มีชาตกาลเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ขึ้น ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1150 ซึ่งตรงกับวันที่ เมษายน พุทธศักราช 2331 (ค.ศ. 1788) เวลาพระบิณฑบาต การถือกำเนิดของท่านเกิดขึ้นในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินสยามเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูบ้านเมืองและพระศาสนา สถานที่เกิดของท่านตามที่ปรากฏในบันทึกประวัติหลายฉบับคือ นิวาสถานบ้านไก่จ้น หรือบ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ในบันทึกฉบับของพระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) จะมีข้อสันนิษฐานแย้งว่าท่านอาจอุบัติขึ้นบนเรือนปลูกใหม่ที่ย่านบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร แต่ข้อมูลกระแสหลักยังคงให้น้ำหนักกับที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นสำคัญ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือการที่ท่านได้กลับไปสร้างพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ไว้ที่วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งนิวาสถานเดิมของท่านในภายหลัง
บิดาและมารดาของท่านเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาและตีความอย่างกว้างขวางในวงการประวัติศาสตร์พุทธศาสนา โดยมารดาของท่านมีนามว่า "นางงุด" ตามฉบับพระยาทิพโกษา ซึ่งระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเป็นบุตรของนายผลกับนางลา ชาวนาเมืองกำแพงเพชร หรือมีนามว่า "นางเกตุ" ตามฉบับพระครูกัลยาณานุกูล (เฮง อิฏฐาจาโร) ซึ่งระบุว่าเป็นชาวท่าอิฐ อำเภอบางโพ อย่างไรก็ตาม แม้รายละเอียดเรื่องชื่อและภูมิลำเนาแน่ชัดจะมีความแตกต่างกันในบันทึกแต่ละฉบับ แต่ทุกแหล่งข้อมูลระบุสอดคล้องกันว่ามารดาของท่านเป็น "ชาวเมืองเหนือ" (อดีตหัวเมืองตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร) ที่อพยพลงมาทำกินในภาคกลาง
สำหรับบิดาของท่านนั้น ไม่ปรากฏนามแน่ชัดในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ ทว่ามีเรื่องเล่าและข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักประวัติศาสตร์และประชาชนในยุคนั้นว่า ท่านอาจเป็น "โอรสนอกเศวตฉัตร" แห่งราชวงศ์จักรี โดยฉบับของพระยาทิพโกษาสันนิษฐานว่าเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ในขณะที่บันทึกของตรียัมปวายและฉบับพระครูกัลยาณานุกูล สันนิษฐานว่าเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) แม้ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเพียงความเชื่อที่สืบต่อกันมาและไม่อาจหาหลักฐานทางราชการมายืนยันได้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสถานะอันเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงของท่านในสังคมยุคต้นรัตนโกสินทร์ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายถึงการที่ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงในกาลต่อมา
ในวัยเยาว์ บันทึกกล่าวว่าท่านมีรูปร่างบอบบาง มารดาจึงตั้งชื่อให้ว่า "โต" เพื่อเป็นเคล็ดให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ท่านได้ย้ายภูมิลำเนาตามมารดามาอาศัยอยู่ที่บริเวณบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร การศึกษาในวัยเด็กของท่านเริ่มต้นในสำนักสงฆ์ตามธรรมเนียมโบราณ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญาชนในยุคนั้น โดยท่านเป็นศิษย์สำนักวัดอินทรวิหารตั้งแต่แรกเริ่ม การศึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งการอ่านเขียนอักขระขอม ภาษาไทย ตลอดจนการท่องจำบทสวดมนต์เบื้องต้น ซึ่งท่านฉายแววแห่งความเฉลียวฉลาดและความจำที่เป็นเลิศมาตั้งแต่เยาว์วัย ความผูกพันกับวัดอินทรวิหารในวัยเด็กนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญให้ท่านกลับมาสร้างหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ณ วัดแห่งนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิต
เส้นทางสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นเส้นทางของปราชญ์ผู้มุ่งมั่นในทั้ง "คันธุระ" (การศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ทางศาสนา) และ "วิปัสสนาธุระ" (การปฏิบัติกรรมฐานเพื่อชำระจิตใจ) ซึ่งการที่ท่านมีความเชี่ยวชาญทั้งสองด้านนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในหมู่พระเถระชั้นผู้ใหญ่
เมื่อพุทธศักราช 2343 ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์โดยการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดใหญ่ เมืองพิจิตร ขณะมีอายุเพียง ปี จากนั้นเพื่อแสวงหาความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่านได้ย้ายมาศึกษาต่อที่จังหวัดชัยนาทจนถึงอายุ ปี ความโดดเด่นของสามเณรโตในเวลานั้นคือความสามารถในการเทศนาธรรมที่แตกฉาน ลึกซึ้ง และมีน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจ จนกิตติศัพท์ความสามารถของท่านเลื่องลือไปไกล และความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระเมตตาและโปรดเกล้าฯ รับสามเณรโตไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
เมื่อเจริญวัยจนอายุครบอุปสมบทในปีพุทธศักราช 2350 (ค.ศ. 1807) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทเป็น "นาคหลวง" (พระภิกษุที่ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ในการบวช ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับกุลบุตรในสมัยนั้น) ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
ในการอุปสมบทครั้งนี้ พระอุปัชฌาย์ของท่านคือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) หรือที่พุทธศาสนิกชนรู้จักกันในนาม "สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน" พระมหาเถระผู้ทรงคุณวิเศษและเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานสูงสุดในยุคนั้น เมื่ออุปสมบทเสร็จสิ้น ท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า "พฺรหฺมรํสี" ซึ่งแปลความหมายได้ว่า "รัศมีแห่งพระพรหม" หรือ "ผู้มีรัศมีดุจพระพรหม" อันเป็นมงคลนามที่สอดคล้องกับคุณธรรมแห่งพรหมวิหาร ที่ท่านยึดถือปฏิบัติมาตลอดชีวิต และเนื่องจากท่านมีความรู้สอบไล่ได้เป็นเปรียญธรรม ชาวบ้านและคณะสงฆ์ในสมัยนั้นจึงนิยมเรียกขานท่านด้วยความเคารพว่า "พระมหาโต"
การศึกษาของพระมหาโตในกาลนั้น ครอบคลุมทั้งพระไตรปิฎก วิชาบาลีระดับสูง และวิทยาคมสายต่างๆ ที่ตกทอดมาจากสมัยอยุธยา ท่านได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเป็นระบบที่วัดบวรนิเวศวิหารและวัดระฆังโฆสิตาราม การศึกษาของท่านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎี แต่ท่านยังมุ่งเน้นการปฏิบัติจริงผ่านการออกธุดงค์วัตร เพื่อบำเพ็ญเพียรในป่าเขาลำเนาไพร
นอกจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นผู้ถ่ายทอดสุดยอดวิชาวิปัสสนากรรมฐานตลอดจนวิชาการสร้างผงพุทธคุณ (ซึ่งสมเด็จสุกเป็นผู้สร้างพระสมเด็จวัดพลับอันโด่งดังและเป็นต้นแบบของการสร้างผงวิเศษ) แล้ว ท่านยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่สำคัญอีกหลายรูป เพื่อซึมซับสรรพวิชาที่หลากหลาย ได้แก่:
จริยาวัตรของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มีความโดดเด่นในด้านความเป็นตัวของตัวเองสูงและการไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญทางโลก แม้ท่านจะทรงความรู้ระดับเปรียญธรรมจนแตกฉาน แต่ท่านกลับปฏิเสธที่จะเข้าสอบแปลปริยัติธรรมชั้นสูงระดับเปรียญ ประโยค และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อองค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์จะสถาปนาสมณศักดิ์ให้ท่านเป็นพระราชาคณะ ท่านก็พยายามหลีกเลี่ยงและปฏิเสธมาโดยตลอด โดยมักจะหลบออกไปธุดงค์ในป่า ทำให้ท่านคงสมณศักดิ์เพียง "พระมหาโต" มาตลอดรัชกาลนั้น
ล่วงเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ทรงตระหนักถึงภูมิธรรม ความแตกฉานในพระไตรปิฎก และบารมีของพระมหาโตที่มีต่อมวลชน จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานติดตามตัวและอาราธนาให้ท่านรับสมณศักดิ์ ด้วยความเคารพในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเคยทรงผนวชและคุ้นเคยกันมาก่อน ท่านจึงยอมรับตำแหน่งและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในปีพุทธศักราช 2395
เส้นทางสมณศักดิ์ของท่านเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในรัชกาลที่ เริ่มจากการเป็น "พระธรรมกิติ" ในปี พ.ศ. 2395 ต่อมาเลื่อนเป็น "พระเทพกระวี" และในที่สุดได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ซึ่งเป็นสมณศักดิ์สูงสุดของท่าน ท่านครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามเป็นระยะเวลายาวนานถึง ปี สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดระฆังฯ จนกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำคัญ
ตลอดเส้นทางธรรม นอกเหนือจากการเผยแผ่คำสอนแล้ว ท่านยังมีเจตนารมณ์อันแรงกล้าในการสร้างปูชนียสถานขนาดใหญ่เพื่อให้สมกับชื่อ "โต" ของท่าน การก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดยักษ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องแสดงออกถึงศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระรัตนตรัย แต่ยังเป็นกุศโลบายในการดึงดูดประชาชนให้เข้าวัด เกิดการรวมกลุ่มพัฒนาชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการจ้างงานและการบริจาค ผลงานเชิงประจักษ์ที่สำคัญที่ยังคงตระหง่านอยู่จนถึงปัจจุบัน ได้แก่:
สมเด็จโตทรงเป็นนักวิชาการและนักเทศน์ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในยุคนั้น ท่านมักเทศนาธรรมด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ลึกซึ้ง และบางครั้งแฝงด้วยอารมณ์ขันและกริยาที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ (Zen-like actions) เพื่อกระตุกต่อมความคิดของญาติโยม ลูกศิษย์ของท่านมีความหลากหลายตั้งแต่ระดับชนชั้นนำ เช่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเจ้านาย ขุนนาง และประชาชนรากหญ้า
ในส่วนของลูกศิษย์สายธรรมที่เป็นพระเถระสำคัญ ผู้สืบทอดปฏิปทา วิปัสสนากรรมฐาน และวิทยาคมการสร้างผงพุทธคุณของท่านที่โดดเด่นที่สุด มีดังนี้:
ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างหาที่สุดมิได้ที่มวลชนมีต่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ส่วนหนึ่งมาจากอำนาจจิตแห่งการปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานขั้นอุกฤษฏ์ ซึ่งก่อให้เกิดอภิญญาและวิทยาคมที่ท่านได้ร่ำเรียนมาจากบูรพาจารย์ โดยเฉพาะจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ผู้เป็นต้นตำรับกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ และขรัวตาแสง ผู้ทรงอภิญญาแห่งลพบุรี วิทยาคมของสมเด็จโตไม่ได้มุ่งเน้นไปทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เชิงทำลายล้าง มนต์ดำ หรือไสยเวทย์สายล่าง แต่เน้นไปที่พุทธคุณสายขาว อันได้แก่ เกราะป้องกันภัย การปัดเป่ารังควาน เสริมสิริมงคล และเมตตามหานิยม
วิชาคาถาอาคมสำคัญของท่านเป็นการสืบทอดตำราโบราณ โดยเฉพาะ "พระคาถาชินบัญชร" ซึ่งมีประวัติว่าตกทอดมาจากคัมภีร์พุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา (ลังกา) สมเด็จโตได้ค้นพบพระคาถานี้ในคัมภีร์โบราณขณะออกธุดงค์ จากนั้นท่านได้นำมาพิจารณา ดัดแปลง เรียบเรียงอักขระใหม่ และแต่งเติมให้มีความสมบูรณ์ สละสลวยทางฉันทลักษณ์ และมีอานุภาพที่ครอบจักรวาลมากขึ้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน
รายงานนี้ได้ทำการรวบรวมพระคาถาที่สำคัญ บทที่เชื่อมโยงกับบารมีของท่านโดยตรง พร้อมคำแปล อานุภาพ และวิธีสวดเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง:
| ลำดับ | ชื่อพระคาถา | วิธีสวดและอานุภาพที่เชื่อถือ | บทสวดและคำแปลย่อ |
|---|---|---|---|
| 1 | พระคาถาชินบัญชร (ฉบับเต็ม บท) | อานุภาพ: ครอบจักรวาล ป้องกันภัยจากศัตรู คุณไสย มนต์ดำ และเป็นเมตตามหานิยมยอดเยี่ยม ถือเป็นสุดยอดคาถาคุ้มครองของไทย 9 วิธีสวด: สวดนะโม จบ ระลึกถึงสมเด็จโต ตั้งอธิษฐาน แล้วสวดให้ครบทั้ง บทด้วยจิตที่เป็นสมาธิ 9 | บทสวด: ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง... (เป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้า พระองค์ และพระอสีติมหาสาวกมาสถิตตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเพื่อเป็นเกราะเพชร) 9 คำแปล: ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้ประทับบนชัยบัลลังก์... มาเป็นกำแพงแก้วคุ้มครองรักษาภายในเป็นอันดี 9 |
| 2 | บทสวดอัญเชิญบารมีสมเด็จโต (บทนำชินบัญชร) | อานุภาพ: เป็นการอัญเชิญบารมีของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาคุ้มครองรักษา ก่อนที่จะเริ่มเจริญภาวนาพระคาถาชินบัญชรหรือคาถาอื่นๆ 10 | บทสวด: ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง อัตถิกาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตังสุตตะวา... 10 คำแปล: ผู้ใดปรารถนาบุตรจงได้บุตร ปรารถนาทรัพย์จงได้ทรัพย์... ขอเชิญเทวดาทั้งหลายมารักษา |
| 3 | พระคาถาชินบัญชร (ฉบับย่อ) | อานุภาพ: ใช้ในยามฉุกเฉิน ยามเดินทาง หรือเมื่อมีเวลาจำกัด ให้พุทธคุณด้านการคุ้มครองรักษาและแคล้วคลาดเช่นเดียวกับฉบับเต็ม 10 วิธีสวด: ท่องนะโม จบ แล้วภาวนาบทนี้ หรือ จบ 10 | บทสวด: ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริ ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา 10 คำแปล: ขอพระชินบัญชรปริตต์จงคุ้มครองรักษาข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ 11 |
| 4 | คาถาเมตตามหานิยม สมเด็จโต | อานุภาพ: เสริมสร้างเสน่ห์ ความเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่ ใครเห็นใครรัก ไม่ถูกปองร้าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเจรจาค้าขายหรือติดต่อการงาน 10 วิธีสวด: ตั้งนะโม จบ ท่องก่อนออกจากบ้านหรือก่อนพบปะเจรจา | บทสวด: เมตตา คุณณัง อะระหัง เมตตา 15 คำแปล: ขอคุณแห่งเมตตาของพระอรหันต์จงบังเกิดในตัวข้าพเจ้า |
| 5 | คาถาแผ่เมตตาให้ตนเอง (ฉบับประจำวัน) | อานุภาพ: ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ ลดละความโกรธ อุปสรรค และเจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้ชีวิตพบกับความสุขสงบ 12 วิธีสวด: สวดหลังจากการทำสมาธิ หรือก่อนนอนทุกคืน | บทสวด: อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ อัพยาปัชโฌ โหมิ... 12 คำแปล: ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากเวร ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง 12 |
ผลงานเชิงรูปธรรมที่สร้างชื่อเสียงให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างกว้างขวางที่สุดและยืนยงมาจนถึงปัจจุบันคือ การสถาปนา "พระสมเด็จวัดระฆัง" ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง และเป็นประธานในชุดสุดยอดพระเครื่อง "เบญจภาคี" พระสมเด็จถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2395 ถึง 2415 แบ่งออกเป็นยุคต้น ยุคกลาง และยุคปลาย
ในวงการนิติวิทยาศาสตร์พระเครื่อง (Forensic Amulet Authentication) และพยานเอกสารตำราคลาสสิกของ "ตรียัมปวาย" พระสมเด็จที่สมเด็จโตเป็นผู้สร้าง มีพิมพ์ทรงมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับสูงสุด พิมพ์หลัก แบ่งเป็นของวัดระฆัง พิมพ์ และวัดบางขุนพรหมที่โดดเด่นอีก พิมพ์ ได้แก่:
สายวัดระฆังโฆสิตาราม (ล้อแม่พิมพ์โดยช่างหลวง):
สายกรุวัดบางขุนพรหม (สร้างโดยสมเด็จโต บรรจุกรุเจดีย์): 6. พิมพ์เส้นด้าย: ลายเส้นขององค์พระและฐานมีความเล็ก เรียว บาง คล้ายเส้นด้าย 19 7. พิมพ์สังฆาฏิ: ปรากฏเส้นพาดผ่านบริเวณพระอุระ (อก) คล้ายผ้าสังฆาฏิอย่างชัดเจน 19 8. พิมพ์อกครุฑ: พระอุระผึ่งผาย กว้างและลึก ดูทรงพลังคล้ายอกครุฑ
สิ่งที่ทำให้พระสมเด็จมีความศักดิ์สิทธิ์และมีมูลค่าสูง คือ "เนื้อมวลสาร" ซึ่งแตกต่างจากพระกรุสมัยอยุธยาที่มักเป็นเนื้อชินหรือเนื้อดิน มวลสารหลักของพระสมเด็จคือ ปูนปั้นหรือปูนขาวที่ได้จากการเผาเปลือกหอยทะเล นำมาโขลกผสมกับ "ผงวิเศษ ประการ" ที่ท่านทำขึ้นผ่านกรรมวิธีโบราณที่เรียกว่า "การลบผงกระดานชนวน" (เขียนยันต์ด้วยดินสอพองแล้วลบเก็บผงไว้ ทำซ้ำทับซ้อนกัน) ได้แก่ ผงปถมัง (เด่นทางคงกระพัน), ผงอิทธิเจ (เด่นทางเมตตา), ผงมหาราช (เด่นทางอำนาจบารมี), ผงตรีนิสิงเห (เด่นทางปัดเป่าภัย) และผงพุทธคุณ (ครอบจักรวาล)
นอกจากปูนและผงวิเศษแล้ว ยังมีส่วนผสมของวัตถุอาถรรพ์อื่นๆ เช่น ใบลานเผา, ว่านมงคล, อิฐหัก (ว่ากันว่านำมาจากพระซุ้มกอ กำแพงเพชร), ดอกไม้บูชาพระ, เศษไม้ และชานหมากของสมเด็จโต การผสานมวลสารอันหลากหลายเหล่านี้เข้าด้วยกัน ท่านได้นำนวัตกรรมใหม่ในยุคนั้นมาใช้เป็นตัวประสาน คือ "น้ำมันตังอิ๊ว" (น้ำมันสกัดจากพืชของจีน) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเนื้อพระเปราะบางแตกหักง่ายได้อย่างยอดเยี่ยม
ลักษณะพิเศษ (ตำหนิ) ที่ใช้ตรวจสอบความแท้:
การประเมินพระสมเด็จแท้ต้องอาศัยกล้องขยายเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างทางกายภาพที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลากว่า ปี ได้แก่:
พุทธคุณของพระสมเด็จวัดระฆังครอบคลุมทุกด้านดั่งฝอยท่วมหลังช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความโดดเด่นทางด้าน โภคทรัพย์ เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดปลอดภัย ผู้บูชาเชื่อมั่นว่าหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระสมเด็จจะส่งเสริมให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ปราศจากอุปสรรค และมีอำนาจวาสนาเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา
ด้านราคาเช่าบูชาในตลาดพระเครื่องปัจจุบัน พระสมเด็จวัดระฆังถือเป็นวัตถุมงคลเนื้อผงที่มีราคาแพงที่สุดในโลก สำหรับ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ ในสภาพที่สวยสมบูรณ์ พิมพ์ทรงคมชัด และเป็น "องค์ดารา" (องค์ที่เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในตำรามาตรฐาน) มูลค่าการประเมินและการเปลี่ยนมือจะอยู่ที่ 10 ล้าน ถึง ล้านบาท มักไม่ปรากฏราคาป้ายตามร้านค้าทั่วไป แต่จะอยู่ในกลุ่ม "โทรถามราคา"
สำหรับพระสมเด็จในพิมพ์อื่นๆ หรือกรุวัดบางขุนพรหม ข้อมูลจากศูนย์พระเครื่องมาตรฐานระบุราคาอ้างอิง ดังนี้ 19:
นอกเหนือจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และปูชนียวัตถุที่จับต้องได้แล้ว ภาพจำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ในจิตสำนึกของสังคมไทยยังผูกพันอยู่กับ "เรื่องเล่า" (Legends) ตำนาน และอภินิหารที่เล่าขานสืบต่อกันมา ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนิทานปรัมปรา แต่สะท้อนถึงระดับความศรัทธา บารมี และวิธีคิดของสังคมไทยที่มีต่อพระอริยสงฆ์
ตำนานที่โด่งดังและได้รับการบันทึกเชิงมุขปาฐะคือ ความสามารถในด้านอภิญญาสมาบัติของท่าน เช่น เรื่องเล่าการ "ย่นระยะทาง" โดยมีบันทึกคำบอกเล่าว่า ท่านสามารถเดินเท้าจากจังหวัดลพบุรีในช่วงเช้า และเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครทันเวลาฉันเพลในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ศิษยานุศิษย์ในยุคนั้นเชื่อถือและเป็นประจักษ์พยาน (ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับอภิญญาของขรัวตาแสง พระอาจารย์ของท่านที่ลพบุรี)
อีกหนึ่งมิติของเรื่องเล่าคือ จริยาวัตรที่ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่แฝงด้วยคำสอนทางธรรม ท่านมักจะแสดงธรรมผ่านการกระทำที่เป็นปริศนา (คล้ายการสอนแบบนิกายเซน) เช่น ตำนานการ "จุดไต้สว่างในเวลากลางวัน" แล้วเดินเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็นกุศโลบายเตือนสติผู้คนและเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ถึงความมืดบอดทางปัญญาในยุคสมัยนั้น แม้เรื่องเล่าเหล่านี้จะไม่มีหลักฐานทางราชการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญทางจริยธรรมและสถานะ "อริยสงฆ์" ที่อยู่เหนือโลกธรรมของท่าน
นอกจากนี้ ยังมีตำนานที่เชื่อมโยงท่านกับการปราบวิญญาณร้าย เช่น เรื่องเล่าการปราบ "แม่นากพระโขนง" โดยเจาะกะโหลกหน้าผากมาทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสยบความอาฆาตและโปรดวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของชาวบ้านว่า บารมีของสมเด็จโตสามารถระงับภัยพิบัติได้ทั้งจากมนุษย์และอมนุษย์
บารมีของท่านยังครอบคลุมไปถึงการคุ้มครองระดับปัจเจกบุคคล ตามความเชื่อที่ว่า รูปภาพ รูปหล่อ หรือแม้แต่การระลึกถึงนามของท่าน ควบคู่กับการสวดพระคาถาชินบัญชร จะก่อให้เกิดเกราะกำบังทางจิตวิญญาณที่ทรงพลังที่สุด สามารถขับไล่กาลกิณี โรคภัยไข้เจ็บทางวิญญาณ และคุณไสยมนต์ดำได้อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้รูปเหมือนของสมเด็จโตได้รับการประดิษฐานและเคารพบูชาในแทบทุกครัวเรือนและสำนักงานในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น คำสอนของท่านที่เน้นย้ำถึง "การไม่ยึดติด" และ "การทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน" ยังคงเป็นหลักปรัชญาที่ศิษยานุศิษย์นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตจนถึงปัจจุบัน
ช่วงปัจฉิมวัย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แม้จะมีอายุพรรษามากแล้ว แต่ท่านยังคงอุทิศตนให้กับการทำนุบำรุงศาสนาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยในปี พ.ศ. 2410 ท่านได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน คือการสร้าง "หลวงพ่อโต" (พระศรีอริยเมตไตรย) พระพุทธรูปประทับยืนอุ้มบาตรขนาดมโหฬาร ณ วัดอินทรวิหาร (ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า วัดบางขุนพรหมใน)
การก่อสร้างดำเนินไปได้เพียง ปี องค์พระก่อขึ้นมาได้ถึงเพียงระดับพระนาภี (สะดือ) เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ได้เกิดอาพาธด้วยโรคชราและถึงแก่มรณภาพลงอย่างสงบ บนศาลาเก่าวัดบางขุนพรหมใน (วัดอินทรวิหาร) ในวันเสาร์ แรม ค่ำ เดือน ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน พุทธศักราช 2415 การมรณภาพของท่านเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) สิริรวมอายุของท่านได้ ปีบริบูรณ์ อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ในสมณเพศมาทั้งสิ้น พรรษา และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามเป็นระยะเวลา ปี
เนื่องจากท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่และเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ การจัดการสรีระสังขารจึงเป็นไปตามธรรมเนียมราชประเพณีอย่างสมเกียรติ โดยมีหลักฐานการสร้างพระเมรุและการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งบันทึกและหนังสืออนุสรณ์งานศพในยุคต่อมามักมีการตีพิมพ์ประวัติของท่านเพื่อแจกเป็นธรรมทานสืบมา
สำหรับในประเด็นเรื่องสรีระสังขาร ไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์ใดๆ ที่ระบุว่าสรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อยตามกาลเวลา (ดั่งเช่นปรากฏการณ์ที่พบในพระเกจิอาจารย์บางรูปในยุคหลัง) สิ่งที่ตกทอดมาหลังจากการถวายพระเพลิงคือ "อัฐิธาตุ" และผงเถ้าอังคาร ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้เก็บรักษาไว้สักการะบูชาเป็นปูชนียวัตถุสูงสุด
หลังจากการมรณภาพของท่าน ภารกิจสำคัญที่ค้างอยู่คือการก่อสร้างหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร หลวงปู่ภู จันทเกสโร ศิษย์เอกผู้ทรงอภิญญาของท่าน ได้สานต่อปณิธานและเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างองค์พระต่อไป จนกระทั่งองค์พระเสร็จสมบูรณ์อย่างงดงามในกาลต่อมา (ราวปี พ.ศ. 2470)
ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาและรำลึกถึงพระคุณของท่าน ภายในวัดอินทรวิหาร วัดระฆังโฆสิตาราม วัดไชโยวรวิหาร และอีกหลายวัดทั่วประเทศ ได้มีการหล่อและปั้นรูปเหมือนของสมเด็จโตขนาดเท่าองค์จริงและขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบไหว้ขอพร นอกจากนี้ ทางคณะสงฆ์และมูลนิธิต่างๆ จะมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลครบรอบวันมรณภาพของท่านในวันที่ 22 มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งจะมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมาร่วมพิธีสวดมนต์ ทำบุญตักบาตร และเจริญพระคาถาชินบัญชร เพื่อรำลึกถึงพระมหาเมตตา พระมหาปัญญา และบารมีอันหาที่สุดมิได้ของ "เจ้าประคุณสมเด็จแห่งรัตนโกสินทร์" ผู้ทรงเป็นดั่งดวงประทีปที่ส่องสว่างในใจของชาวไทยตราบจนนิรันดร์.
ศึกษาประวัติ พระสมเด็จ และข้อมูลของ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร