หลวงพ่อกวย ชุตินธโร — พระเกจิวิทยาคมขั้นสูงแห่งชัยนาท ลูกศิษย์เอกหลวงปู่ศุข
ตำนานสยามพระเครื่อง
ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน คติความเชื่อเรื่อง "พระเกจิอาจารย์" (Guru Monks) ผู้ทรงคุณวิเศษและวิทยาคมถือเป็นรากฐานสำคัญทางสังคมจิตวิทยาที่ยึดโยงชุมชนเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วงกึ่งพุทธกาลซึ่งประเทศกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางสังคม เศรษฐกิจ และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความยากเข็ญ ข้าวยากหมากแพง และอาชญากรรมที่ชุกชุม นามของ "หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดโฆสิตาราม (วัดบ้านแค) อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ได้ปรากฏขึ้นในฐานะที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณและศูนย์รวมศรัทธาสูงสุดของประชาชน
หลวงพ่อกวยมิได้เป็นเพียงพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นนักปราชญ์ทางวิทยาคม แพทย์แผนโบราณ และผู้ประพันธ์ตำราพระเวทย์ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความเข้มขลังระดับมหาอุตม์และเมตตามหานิยม วาทะอันศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านได้มอบให้แก่ศิษยานุศิษย์ว่า "ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา" ได้กลายเป็นปรัชญาแห่งความหวังที่ดังก้องข้ามทศวรรษ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาวิเคราะห์อัตชีวประวัติ เส้นทางธรรม สรรพวิชาอาคม และพุทธศิลป์แห่งวัตถุมงคลของหลวงพ่อกวยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ
หลวงพ่อกวย มีนามเดิมว่า กวย ปั้นสน (Kuay Pansan) ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2448 (คริสต์ศักราช 1905) ตรงกับปีมะเส็ง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ณ หมู่บ้านแค หมู่ ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
บิดาของท่านชื่อ คุณพ่อตุ้ย ปั้นสน ซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นชาวอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มารดาชื่อ คุณแม่ต่วน เดชมา เป็นชาวบ้านแคโดยกำเนิด ครอบครัวปั้นสนประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ไถนาตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวลุ่มน้ำภาคกลาง ฐานะทางครอบครัวอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางยากจนตามสภาพเศรษฐกิจในยุคนั้น ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดา คน ได้แก่
ด้วยความที่เป็นบุตรคนเล็ก เด็กชายกวยจึงเป็นที่รักใคร่และได้รับการทะนุถนอมจากบิดามารดาอย่างยิ่ง ทว่าลักษณะนิสัยของท่านกลับแสดงให้เห็นถึงความสงบเสงี่ยม ไม่ช่างพูด และมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งเกินวัยตั้งแต่วัยเยาว์
ในยุคสมัยที่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐยังไม่ครอบคลุมถึงชนบทห่างไกล "วัด" จึงเป็นสถาบันการศึกษาเดียวที่ทำหน้าที่หล่อหลอมเยาวชน เมื่อเด็กชายกวยเจริญวัยขึ้น บิดามารดาได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์วัดกับ หลวงปู่ขวด ณ วัดบ้านแค (ชื่อเดิมของวัดโฆสิตาราม) เพื่อให้ได้รับการศึกษาและขัดเกลาจิตใจ
มีบันทึกว่า หลวงปู่ขวดได้พิจารณาดูลักษณะมงคลของเด็กชายกวยตามตำราโหราศาสตร์และนรลักษณ์ศาสตร์ (Physiognomy) พบว่าท่านมีวันเดือนปีเกิดและคติภูมิที่ตรงกับลักษณะของ "มหาบุรุษ" ลักษณะสีผิวขาวเหลืองสะท้อนถึงปัญญาญาณ ริมฝีปากเล็กบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีสัจจะวาจา พูดน้อยแต่ทำจริง ประกายตากล้าแข็งเด็ดเดี่ยวแสดงถึงตบะและอำนาจจิตที่เข้มแข็ง หลวงปู่ขวดจึงทุ่มเทถ่ายทอดสรรพวิชาให้อย่างเต็มกำลัง
เด็กชายกวยสามารถเรียนรู้อักขรวิธี ก.กา การผันสระ ตัวสะกดการันต์ และคณิตศาสตร์พื้นฐาน (บวก ลบ คูณ หาร) ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีอายุเพียง 6-7 ขวบ ท่านกลับสามารถท่องจำบทสวดมนต์และธรรมบทภาษาบาลีได้อย่างแม่นยำ หลวงปู่ขวดจึงเริ่มสอนอักขระขอมโบราณ ตลอดจนสูตรสนธิและหลักไวยากรณ์บาลี (สน นาม) ให้ ซึ่งท่านก็สามารถจดจำและแตกฉานได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อหลวงปู่ขวดมรณภาพ บิดามารดาได้พาท่านไปเรียนอักขระขอมต่อกับ อาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดบ้านแค จนก้าวล่วงสู่ความแตกฉานในภาษาขอมอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงเข้าสู่ระบบโรงเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดพร้าว ตำบลโพธิ์งาม และย้ายไปโรงเรียนวัดโพธิ์งาม ตำบลดอนกำ แต่เนื่องจากท่านมีความรู้ทางภาษาขอมและบาลีที่ลึกซึ้งกว่าหลักสูตรประถมศึกษาชั้นประถมปีที่ และ ในขณะนั้น ประกอบกับปัญหาความยากลำบากในการเดินทางและถูกเด็กนักเรียนรุ่นพี่รังแก ท่านจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อกลับมาช่วยครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ไถนา
ในช่วงวัยหนุ่มก่อนอุปสมบท มีบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบารมีธรรมที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติ วันหนึ่งท่านได้เดินทางไปหาหญิงสาวที่ตนมีใจปฏิพัทธ์ในยามวิกาล เมื่อไปถึงและมองลอดช่องฝาเรือนเข้าไป ท่านได้เห็นหญิงสาวนอนหลับอยู่ในสภาพที่ขาดสติ ผมเผ้ายุ่งเหยิง นอนอ้าปากน้ำลายไหล ดูคล้ายซากศพที่ปราศจากความงดงาม ภาพดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการพิจารณา อสุภกรรมฐาน (การพิจารณาความไม่เที่ยงและไม่งามของสังขาร) อย่างฉับพลัน ท่านเกิดความสลดสังเวชและคลายความกำหนัดยินดีในกามคุณ ถอยหลังกลับและตั้งจิตมั่นที่จะหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เหตุการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับพุทธประวัติในตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเหล่านางรำนอนหลับใหลก่อนตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช
เมื่อเจริญวัยอายุครบ ปีบริบูรณ์ นายกวย ปั้นสน ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เวลา 15.17 น. ณ พัทธสีมาอุโบสถวัดโบสถ์ ตำบลโพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โดยมีคณะพระอุปัชฌายาจารย์ที่สำคัญดังนี้:
ท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า "ชุตินฺธโร" (Chutintharo) ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งทางปรัชญาพุทธศาสนาแปลว่า "ผู้ตัดซึ่งกิเลส" หรือ "ผู้ทรงไว้ซึ่งความสว่างไสว" อันหมายถึงผู้ที่ตระหนักว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย หนักอึ้งไปด้วยกิเลสตัณหา โลภ โกรธ หลง ผู้ใดสามารถตัดสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมทรงไว้ซึ่งความสว่างไสวและสามารถข้ามพ้นวัฏสงสารบรรลุถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน
หลังจากการอุปสมบท พระกวย ชุตินฺธโร ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแค (วัดโฆสิตาราม) ในช่วงแรกท่านเริ่มต้นด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมและฝึกหัดการเทศน์ โดยเฉพาะการเทศน์มหาชาติ หรือ เทศน์เวสสันดรชาดก ท่านมีความอุตสาหะในการฝึกวิชา "แหล่-เทศน์" จนมีท่วงทำนองและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นที่ศรัทธาของญาติโยมในละแวกนั้นอย่างมาก
ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยยังประสบปัญหาความขาดแคลนด้านสาธารณสุขและมีโรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะโรคอหิวาตกโรค (โรคห่า) และโรคไข้ทรพิษ พระกวยได้ตระหนักถึงความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ไร้ที่พึ่ง ท่านจึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ หมอเขียน เพื่อศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ การปรุงยาสมุนไพร และเวชศาสตร์พื้นบ้าน ท่านได้นำความรู้มาใช้รักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยให้รอดพ้นจากความตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านเริ่มขนานนามท่านด้วยความเคารพยกย่องว่า "อาจารย์กวย" หรือ "หมอกวย"
นอกจากการศึกษาตำราเวชศาสตร์แล้ว ความสนใจในด้านจิตศาสตร์และวิทยาคมของหลวงพ่อกวยก็มีมาตั้งแต่ก่อนบวช เมื่ออยู่ในสมณเพศ ท่านได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาเพื่อแสวงหาความวิเวก ฝึกฝนเจริญสมาธิภาวนา และแสวงหาครูบาอาจารย์ ระหว่างทางท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูปในภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ที่สำคัญได้แก่:
ตลอดชีวิตสมณเพศของหลวงพ่อกวย ท่านเป็นพระที่รักความสันโดษ สมถะ และไม่ยึดติดในยศถาบรรดาศักดิ์ ท่านจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดโฆสิตาราม (วัดบ้านแค) โดยอาศัยอยู่ในกุฏิไม้เก่าๆ เล็กๆ อย่างเรียบง่าย สมณศักดิ์ที่เป็นทางการและมีการบันทึกไว้คือ ในวันที่ มีนาคม พ.ศ. 2497 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น "พระกรรมวาจาจารย์" (พระคู่สวด) ประจำท้องถิ่น ส่วนสมณศักดิ์ "พระครูโฆสิตพัฒนาคุณ" ที่มักปรากฏในงานเขียนบางแห่งนั้น แท้จริงแล้วเป็นสมณศักดิ์ของ พระอาจารย์บุญยัง ฐานวโร (เจ้าอาวาสวัดโฆสิตารามรูปปัจจุบัน) มิใช่ของหลวงพ่อกวย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อกวยในขณะที่ดำรงขันธ์อยู่นั้น ดำรงตนเป็นพระเถระบ้านนอกที่มุ่งเน้นการปฏิบัติและการสงเคราะห์ผู้คนมากกว่าการแสวงหาตำแหน่งทางคณะสงฆ์
ในช่วงปี พ.ศ. 2484 ซึ่งตรงกับช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายและชุมโจรภูธร (เสือ) ออกปล้นสะดมชาวบ้านอย่างอุกอาจ ความทุกข์ยากแผ่ซ่านไปทั่วทุกหย่อมหญ้า หลวงพ่อกวยได้ตัดสินใจสมาทานธุดงควัตรข้อ "เอกาสนิกังคธุดงค์" คือการฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียวในบาตร มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเรื่อยมาจนตลอดอายุขัยเพื่อเป็นตบะบารมี
ในช่วงวิกฤตินี้ วัดโฆสิตารามได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความปลอดภัย หลวงพ่อกวยทำงานอย่างหนักในการสักยันต์ป้องกันภัยให้กับชายฉกรรจ์เพื่อป้องกันตัวจากโจรผู้ร้าย สร้างตะกรุดโทน แจกพระเครื่อง และใช้ความรู้ทางยาสมุนไพรรักษาโรคให้ชาวบ้านฟรีโดยไม่คิดมูลค่า บารมีของท่านเป็นที่เลื่องลือถึงขีดสุดเมื่อเหล่าโจรผู้ร้ายในพื้นที่ต่างก็เกรงกลัวและเคารพในตัวท่าน ไม่กล้าเข้ามาระรานชุมชนรอบวัดบ้านแคเด็ดขาด การทำหน้าที่เสมือนเกราะคุ้มภัยทางจิตวิญญาณนี้ ทำให้การบูรณะวัดโฆสิตาราม (อาทิ การสร้างวิหารและพระอุโบสถ) ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านอย่างเต็มที่
หลวงพ่อกวยมีศิษยานุศิษย์ทั้งที่เป็นบรรพชิตและฆราวาสจำนวนนับไม่ถ้วน หนึ่งในศิษย์ผู้สืบทอดสายพุทธาคมที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ พระอธิการวิทยา ฉนฺทธมฺโม (หลวงปู่ตี๋) เจ้าอาวาสวัดเขาเขียวพนาราม (วัดท่ามะกรูด) จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าของฉายานาม "จี้กง จอมขมังเวทย์แห่งเขาเขียว" หลวงปู่ตี๋เป็นบุตรบุญธรรมของหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และได้ฝากตัวเป็นศิษย์รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อกวย หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ และหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ซึ่งถือเป็นการสืบสานเจตนารมณ์และวิทยาคมของหลวงพ่อกวยให้ดำรงอยู่สืบไป
หลวงพ่อกวยได้รับการขนานนามจากบรรดาศิษย์ว่าเป็น "เทพเจ้าแห่งสรรคบุรี" ท่านแตกฉานในอักขระขอม บาลี และสันสกฤต สามารถผูกอักขระเลขยันต์และร่ายเวทย์มนต์ที่มีอานุภาพครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ โชคลาภ มหาอุตม์ และแคล้วคลาด คาถาของท่านมีการบันทึกไว้ในตำราข่อยโบราณ "ตำราแก้วสารพัดนึก" และถูกเผยแพร่ในยุคปัจจุบันเพื่อเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจสำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จในการงานและการดำเนินชีวิต
เพื่อความเป็นระเบียบและง่ายต่อการศึกษา คาถาที่โดดเด่นของหลวงพ่อกวยสามารถสรุปได้ตามตารางด้านล่างนี้:
| ลำดับ | ชื่อคาถา | บทสวด / หัวใจคาถา | พุทธคุณและวิธีการใช้ | อ้างอิง |
|---|---|---|---|---|
| 1 | คาถาจินดามณี (ฉบับย่อ) | สวดนะโม จบ ตามด้วยบทบูชาครู "ตะมังถัง ปะกาเสนโต สัทธาอะหะ อิ มะ อะ วิ ตะ อุ อะ มิ มะ สะ นะ โม" และสวดหัวใจคาถา "นะ สิ วัง พรหมมา มะ อะ อุ" | โดดเด่นด้านการเรียกโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง เมื่อสวดจบให้อธิษฐานว่า "อย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าใคร" | 5 |
| 2 | คาถาขุนแผน | (ตั้งนะโม จบ) "โสทาโย นะโมนะมัสสกาโร โสทายะอิมังคาถา พุทธะมาเรโส ธัมมะมาเรโส สังคะมาเรโส" | ใช้สำหรับเสริมเสน่ห์ให้คนรักคนเมตตา ขอพรเรื่องงาน เพ่งสมาธิให้แน่วแน่ เอ่ยชื่อ-นามสกุล วันเกิด แล้วอธิษฐาน | 4 |
| 3 | คาถาพระสีวลี | "สีวลีจะมหาเถโร ปัจจะยะลาภะปูชิโต... (ต่อด้วยหัวใจ) สีวะลีจะมหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ... เอตังคุณัง สวัสดิภาลัง ภะวันตุเม" | พระสีวลีเป็นเอตทัคคะด้านโชคลาภ ใช้สำหรับผู้ประกอบอาชีพค้าขาย สวดวันละ หรือ จบ จะซื้อง่ายขายคล่อง | 9 |
| 4 | คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า | "อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะ นาเมอิ อิเมนา พุทธะ ตังโสอิ อิโสตัง พุทธะ ปิติอิ" (สวด จบ) | ปกป้องคุ้มครองภัย ขับไล่สิ่งอัปมงคล หลวงพ่อกวยใช้เป่ากระหม่อม ให้กำหนดนิมิตภาพพระพุทธเจ้า พระองค์ล้อมเศียร | 19 |
| 5 | คาถาหยุดฝน | (ตั้งนะโม จบ) "นะ หันตะวา แตสัง อุปัต ตะเว" | ใช้บริกรรมพร้อมเพ่งกสิณเพื่อหยุดพายุฝน ไม่ให้ตกลงมาในบริเวณปริมณฑลพิธีหรืองานบุญกลางแจ้ง | 21 |
การบริกรรมคาถาของหลวงพ่อกวยนั้น ท่านมักย้ำเตือนศิษย์เสมอว่า พระเวทย์และคาถาอาคมจะไม่บังเกิดผลหากบุคคลนั้น "งอมืองอเท้า" หรือเกียจคร้าน กุศโลบายทางจิตวิทยาที่ผูกมากับคาถา (เช่น คำอธิษฐานขออย่าให้อดอยาก) เป็นการดึงดูดพลังงานบวกและกระตุ้นให้ผู้สวดมีความมุมานะในการทำสัมมาอาชีพ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้พุทธคุณสัมฤทธิ์ผล
ในบรรดาพระเกจิอาจารย์ยุคกึ่งพุทธกาล วัตถุมงคลของหลวงพ่อกวยได้รับการยกย่องว่ามี "พุทธคุณครอบจักรวาล" ท่านมีความพิถีพิถันในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลด้วยตนเองตั้งแต่กระบวนการหามวลสาร กดพิมพ์ และจารอักขระเลขยันต์ ปัจจุบันวัตถุมงคลหลายรุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการนักสะสม และมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนพุ่งสูงถึงระดับหลักแสนและหลักล้านบาท
รายละเอียดของวัตถุมงคลยอดนิยมและเป็นมาตรฐานสากล ได้รับการรวบรวมไว้ดังตารางต่อไปนี้:
| ลำดับ | รายการพระเครื่องสำคัญ | ปีที่จัดสร้าง | มวลสาร / พิมพ์ทรง | พุทธคุณเด่น / ลักษณะพิเศษในการพิจารณาแท้ | ราคาตลาดปัจจุบัน (ประมาณการ) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | พระสมเด็จแหวกม่าน | พ.ศ. 2500 | เนื้อผงพุทธคุณผสมว่าน พระปางมารวิชัยประทับในซุ้มรัศมีแหวกม่าน (เช่น พิมพ์อกใหญ่) | สัญลักษณ์ของการ "แหวก" อุปสรรค พลิกฟื้นดวงชะตาชีวิต ถือเป็นจักรพรรดิพระเครื่องของท่าน | หลักแสนปลาย ถึง หลักล้านบาท 6 |
| 2 | เหรียญรุ่นแรก | พ.ศ. 2504 | เนื้อทองฝาบาตร (ทองเหลืองผสม) เหรียญรูปเหมือนครึ่งองค์ | คงกระพัน แคล้วคลาด จุดสังเกต: ต้องดูรอยตัดขอบเหรียญ (ตัวตัด) ปี 2504 ผิวโลหะตึงเป็นธรรมชาติ | หลักแสน ถึง หลักล้านบาท 6 |
| 3 | เหรียญนะโมตาบอด (รุ่น 2) | พ.ศ. 2515 | เนื้อโลหะ ด้านหลังจารยันต์นะโมตาบอด จัดสร้างจำนวนน้อยเพียงประมาณ 1,000 เหรียญ | มหาอุตม์และกำบังภัยสูงสุด ปลุกเสกในพิธีมหามงคล "เสาร์ห้า" ตามตำรับหลวงพ่อศรี | หลักพันปลาย ถึง หลักหมื่นต้น 11 |
| 4 | เหรียญหลังหนุมานเชิญธง (รุ่น 3) | พ.ศ. 2521 | เหรียญรูปเหมือนครึ่งองค์ จารยันต์ "นะอุดปืน" ด้านหลังรูปหนุมานเชิญธง (รุ่นฝังลูกนิมิต) | หนุมานสื่อถึงความคงกระพัน ชัยชนะ ยันต์กันปืนสะท้อนมหาอุตม์ เหมาะกับทหาร ตำรวจ | หลักแสนบาท 11 |
| 5 | พระสมเด็จปรกโพธิ์ ใบ | ยุคก่อนปี 2500 - ยุคหลัง | เนื้อผงผสมว่านและผงวิเศษ ด้านหน้าพระประทับใต้โพธิ์ ใบ ด้านหลังพระแม่ธรณี บางองค์ฝังตะกรุดเงิน | ร่มเย็นเป็นสุข หนุนดวงชะตา "อยู่ใต้ต้นโพธิ์...ไม่มีใครรังเกียจ" | แตกต่างตามความสมบูรณ์และยุคการกดพิมพ์ 11 |
| 6 | เหรียญจตุรพิธพรชัย | พ.ศ. 2518 | เนื้อโลหะ เหรียญรูปเหมือนในพิธีจตุรพิธพรชัย (9 พระอาจารย์) | เมตตา มหานิยม บารมีรวมเกจิอาจารย์ชั้นนำ | หลักหมื่นบาท 11 |
(หมายเหตุ: ลิขสิทธิ์ของรูปภาพและยันต์ต่างๆ ทางวัดโฆสิตารามได้ทำการจดลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพื่อป้องกันการแอบอ้างและการนำไปทำซ้ำเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต 24)
ตรรกะแห่งความศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อกวย ไม่ได้เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มักเกิดจาก "ประสบการณ์ตรง" (Empirical Experience) ของศิษยานุศิษย์ ซึ่งมีบันทึกและคำบอกเล่าที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจนกลายเป็น "ตำนาน" ประจำท้องถิ่น:
ในยุคที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย หลวงพ่อกวยได้ใช้วิทยาคมในการสักยันต์ให้แก่ลูกศิษย์ มีบันทึกตำนานที่ถูกเรียกว่า "รอยสักหนีตาย" เล่าขานกันว่า ลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์อักขระจากท่าน เมื่อถูกซุ่มยิงหรือถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ปรากฏว่ากระสุนไม่สามารถเจาะผ่านผิวหนังได้ (คงกระพันชาตรี) หรือในบางกรณีอาวุธปืนเกิดขัดข้องยิงไม่ออก (มหาอุตม์) ปาฏิหาริย์เหล่านี้กลายเป็นเกราะกำบังทางจิตวิทยาที่ทำให้ชาวบ้านมีความกล้าหาญในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ ท่านยังมีชื่อเสียงในฐานะ "พระผู้ควบคุมวิญญาณ" ที่มีบารมีสามารถสื่อสาร สะกดวิญญาณร้าย หรือแก้คุณไสยมนต์ดำที่ถูกปล่อยมาทำร้ายชาวบ้านได้อย่างชะงัด
เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่ประจักษ์แก่สายตามวลชนจำนวนมากคือ การจัดงานบุญประจำปีของวัดโฆสิตาราม บ่อยครั้งที่เกิดพายุฝนตั้งเค้ามืดครึ้ม ทำท่าจะทำลายความตั้งใจของญาติโยมที่มาร่วมงาน หลวงพ่อกวยจะออกมายืนกลางแจ้งและบริกรรมคาถา "นะ หันตะวา แตสัง อุปัต ตะเว" เพ่งอำนาจจิตไปที่ก้อนเมฆ ปรากฏว่ากลุ่มเมฆฝนได้แหวกตัวออกและเคลื่อนผ่านพื้นที่วัดไปตกลงในพื้นที่อื่นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้งานบุญลุล่วงไปได้ด้วยดี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งกสิณและตบะญาณที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยิ่งยวด
มีบันทึกเรื่องเล่าจากศิษย์ร่วมสมัยท่านหนึ่งชื่อ "ชัย" ซึ่งกำลังเผชิญทางตันในชีวิต ตกงาน สิ้นหวัง และกำลังจะคิดสั้น เขาได้หยิบรูปถ่ายอัดกระจกของหลวงพ่อกวยขึ้นมาพนมมือระลึกถึงและอธิษฐานขอความช่วยเหลืออย่างสุดหัวใจ ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน เกิดเหตุการณ์พลิกผันที่ทำให้เขาได้รับโอกาสในการทำงานใหม่และพบเงินทุนที่สูญหายไป เรื่องราวนี้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า "ศิษย์หลวงพ่อกวยไม่มีวันอดตาย" หากเป็นคนดี ประกอบสัมมาอาชีพ และมีความกตัญญู แม้เพียงรูปถ่ายที่อาจไม่ได้ผ่านการปลุกเสกโดยตรง หากระลึกถึงท่านด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ ก็ย่อมสื่อถึงบารมีท่านและได้รับการปัดเป่าคุ้มครองเสมอ
ด้วยความที่หลวงพ่อกวยสมาทานธุดงควัตรฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียวมาอย่างยาวนานกว่าสามทศวรรษ ประกอบกับการตรากตรำทำงานหนักเพื่อสงเคราะห์ญาติโยม สร้างวัด สร้างเครื่องรางของขลัง และรับกิจนิมนต์โดยไม่เคยหยุดพัก ร่างกายของท่านจึงเริ่มเสื่อมถอยตามกฎแห่งตฤณมัย (อนิจจัง) หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร ได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) สิริอายุรวม 74 ปี เดือน และครองสมณเพศมาทั้งสิ้น 54 พรรษา ปิดฉากชีวิตของพระเถระผู้ทรงวิทยาคมแห่งลุ่มน้ำสรรคบุรี
แม้ท่านจะละสังขารไปแล้วกว่า ทศวรรษ แต่คลื่นแห่งศรัทธากลับมิได้เลือนหายไป ในทางตรงกันข้าม บารมีของท่านกลับขจรขจายไปในวงกว้างระดับประเทศและต่างประเทศ ทางวัดโฆสิตารามได้มีการจัดสร้างรูปหล่อเหมือนของหลวงพ่อกวยประดิษฐานไว้ภายในวิหาร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบไหว้และปิดทองจนเหลืองอร่าม ซึ่งแสดงถึงความเคารพรักอย่างสูงสุด
ทุกๆ ปี ในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่าน ทางวัดโฆสิตารามภายใต้การนำของ พระครูโฆสิตพัฒนาคุณ (บุญยัง ฐานวโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน จะร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์จัดงาน "พิธีไหว้ครูและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่หลวงพ่อกวย" งานนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สำคัญยิ่ง โดยมีคลื่นมหาชนและศิษยานุศิษย์จากทั่วทุกสารทิศนับหมื่นคนหลั่งไหลกันมาที่อำเภอสรรคบุรีเพื่อร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิตา การรวมตัวนี้นอกเหนือจากการบำเพ็ญกุศลแล้ว ยังเป็นพื้นที่ในการส่งต่อความเชื่อ ถ่ายทอดประสบการณ์ปาฏิหาริย์ และยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคติพจน์ที่ว่า "อย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน..." ที่ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนไทยให้ฝ่าฟันอุปสรรคทางเศรษฐกิจและสังคมมาจนถึงทุกวันนี้
ตามที่ได้มีการค้นคว้าและอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกตลอดทั้งรายงานฉบับนี้ สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับ ดังต่อไปนี้: