หลวงพ่อปาน โสนันโท — เกจิอาจารย์ผู้สร้างพระเครื่อง 6 พิมพ์อันโด่งดัง พระอาจารย์ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
ตำนานสยามพระเครื่อง
การศึกษาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ปรากฏนามของพระมหาเถระและพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมมากมาย หนึ่งในพระมหาเถระที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเผยแผ่พระศาสนา การพัฒนาชุมชน และการสืบสานวิทยาคมแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย คือ "พระครูวิหารกิจจานุการ" หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม "หลวงพ่อปาน โสนันโท" อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลประวัติ ปฏิปทา ตลอดจนผลงานอันเป็นมรดกทางธรรมและทางโลกของท่าน โดยครอบคลุมตั้งแต่ชาติภูมิ ปฐมวัย การศึกษาพระปริยัติธรรมและวิทยาคม การสร้างพระเครื่องเนื้อดินเผาพิมพ์ขี่สัตว์ ชนิดที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเรื่องเล่าปาฏิหาริย์และการจัดการสรีระสังขาร เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
พระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนันโท) มีนามเดิมว่า "ปาน" นามสกุล "สุทธาวงศ์" ท่านถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ณ ภูมิลำเนาบริเวณย่านวัดบางนมโค ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บิดาของท่านชื่อ นายอาจ มารดาชื่อ นางอิ่ม ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาและจัดอยู่ในกลุ่มคหบดีที่มีฐานะมั่งคั่งในท้องถิ่น บริบททางสังคมและเศรษฐกิจในสมัยนั้น ครอบครัวของท่านมีข้าทาสบริวารอยู่ในการดูแลอย่างมากมาย ซึ่งบ่งชี้ถึงสถานะทางสังคมที่ได้รับการยอมรับในชุมชนอำเภอเสนา ท่านเป็นบุตรชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันทั้งหมด คน โดยมีรายนามตามลำดับดังนี้ 1. นางคล้าย 2. นางเพิ่ม 3. นางจาด 4. นายโชติ 5. นางเผือก 6. นายปรง และ 7. ตัวท่านเอง (หลวงพ่อปาน)
สาเหตุที่โยมบิดามารดาขนานนามท่านว่า "ปาน" นั้น สืบเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวมาแต่กำเนิด กล่าวคือ ท่านมี "ปานแดง" ปรากฏอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้าย ลักษณะทอดแนวยาวตั้งแต่โคนนิ้วจรดปลายนิ้วดูคล้ายกับปลอกนิ้ว ซึ่งในคติความเชื่อของคนไทยโบราณมักถือว่าผู้ที่มีปานในลักษณะพิเศษเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีบุญญาธิการ หรือเป็นผู้ที่ลงมาจุติเพื่อบำเพ็ญบารมี
ชีวิตในวัยเด็กของท่านแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มทางจิตวิญญาณและความผูกพันกับพุทธานุสสติมาตั้งแต่ต้น มีเหตุการณ์สำคัญที่ถูกบันทึกไว้โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ศิษย์เอกของท่าน ซึ่งสะท้อนถึงบารมีธรรมที่แฝงอยู่ตั้งแต่เยาว์วัย กล่าวคือ เมื่อครั้งเด็กชายปานอายุได้ประมาณ 3-4 ขวบ ท่านกำลังวิ่งเล่นอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน ในขณะนั้นคุณย่าของท่านกำลังล้มป่วยหนักและใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ญาติผู้ใหญ่ที่เฝ้าไข้ต่างพยายามตะโกนบอกทางและกรอกหูให้คุณย่าตั้งสติภาวนาคำว่า "อรหัง" เพื่อให้จิตยึดเหนี่ยวเป็นอารมณ์กรรมฐานก่อนสิ้นลม
เด็กชายปานซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านได้ยินคำภาวนานั้นอย่างชัดเจน และเกิดความรู้สึกปีติประทับใจในคำว่า "อรหัง" อย่างประหลาดโดยที่ยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริง ต่อมาในวันหนึ่งขณะที่กำลังรับประทานอาหารที่ตนชื่นชอบ เด็กชายปานเกิดความรู้สึกสุขใจจึงเผลอเปล่งวาจาออกมาลอยๆ ว่า "อรหัง อรหัง" เมื่อโยมมารดาได้ยินเข้าก็ตกใจและดุว่าอย่างรุนแรง พร้อมกับไล่ให้ไปนั่งที่นอกชาน เนื่องจากในคติความเชื่อและบรรทัดฐานทางสังคมของชาวบ้านสมัยนั้น คำว่า "อรหัง" ถูกมองว่าเป็นคำที่ใช้พูดเตือนสติเฉพาะเวลาคนกำลังจะตายเท่านั้น จึงห้ามมิให้นำมาพูดเล่นในวงข้าว
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยของท่านที่เป็นผู้มีของเก่า (บารมีเดิม) ติดตัวมา การที่เด็กวัยเพียง 3-4 ขวบเกิดความปีติในพุทธานุสสติแม้จะไม่เข้าใจความหมาย เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสายใยทางธรรมที่หยั่งรากลึก ซึ่งในกาลต่อมา เมื่อท่านได้อุปสมบทและบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้นำความรู้ทางวิปัสสนาญาณกลับมาสอนโยมมารดาให้เปลี่ยนทัศนคติ และหันมาเจริญคำภาวนา "พุทโธ อรหัง" อย่างถูกต้อง จนโยมมารดาสามารถยึดมั่นเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ก่อนที่จะเสียชีวิตอย่างสงบในเวลาต่อมา
เมื่อเด็กชายปานเจริญวัยเข้าสู่วัยหนุ่มและมีอายุครบบวชตามประเพณีชายไทย โยมบิดาได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์วัดเพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติเบื้องต้น โดยโยมบิดามีความประสงค์ให้ท่านไปบวชเรียนที่ วัดบางปลาหมอ แทนที่จะเป็นวัดบางนมโคซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เนื่องจากโยมบิดามีความเลื่อมใสในกิตติศัพท์และวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของ หลวงพ่อสุ่น เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอในขณะนั้น และมองว่าหากบวชที่วัดใกล้บ้านอาจมีผู้คนพลุกพล่านและญาติมิตรแวะเวียนมาหามากเกินไปจนทำให้การปฏิบัติธรรมไม่สงบ
นายปานได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) (ตามประวัติในบางแหล่งข้อมูลระบุเป็นปี พ.ศ. 2439) ณ พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการประกอบพิธีจากคณะพระอุปัชฌายาจารย์ผู้ทรงสมณศักดิ์ในยุคนั้น ได้แก่:
ในการอุปสมบทครั้งนี้ ท่านได้รับฉายาทางธรรมภาษาบาลีว่า "โสนันโท" (โสนนฺโท) ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลยิ่ง แปลว่า "ผู้มีความบันเทิงหรือความยินดีในความดีงาม" หรือ "ผู้มีความเพลิดเพลินในธรรม"
เส้นทางการศึกษาของพระภิกษุปาน โสนันโท สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น "พหูสูต" ผู้ใฝ่รู้ และความมุ่งมั่นในการสืบสานวิชาความรู้จากเกจิอาจารย์ชั้นครูในยุคนั้น ท่านได้จาริกไปศึกษาสรรพวิชาหลายแขนง ทั้งทางด้านคันถธุระ (การศึกษาตำรา) วิปัสสนาธุระ (การปฏิบัติจิต) และเวชศาสตร์ (การแพทย์แผนโบราณ) ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้:
ภายหลังจากที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนแตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบางนมโค เพื่อนำความรู้มาสงเคราะห์ชาวบ้าน ลำดับการปกครองของวัดบางนมโคในช่วงนั้น เริ่มจาก พระอธิการคล้าย และต่อมาคือ พระอธิการสายัณห์ (หรือ พระอธิการเย็น สุนทรวงษ์) เมื่อพระอธิการเย็นมรณภาพลงในปี พ.ศ. 2478 คณะสงฆ์และชาวบ้านจึงได้มีมติเห็นชอบให้อาราธนาหลวงพ่อปานขึ้นดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบางนมโค ลำดับที่ 3 อย่างเป็นทางการ (พ.ศ. 2478 – 2481) 1 (แม้ว่าในทางปฏิบัติ ท่านจะมีบทบาทในการเป็นผู้นำการพัฒนาและดูแลรักษาวัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 ก็ตาม)
ด้วยคุณูปการอันมหาศาลที่ท่านได้สร้างคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและสังคมบ้านเมือง ทางคณะสงฆ์และพระมหากษัตริย์จึงได้พิจารณายกย่องท่าน โดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูวิหารกิจจานุการ" ซึ่งนามสมณศักดิ์นี้แปลความหมายได้อย่างตรงตัวว่า "ผู้ที่มีกิจและธุระในการสร้างและบูรณะวิหาร (ศาสนสถาน) อย่างต่อเนื่อง" นับเป็นการยกย่องที่สอดคล้องกับวัตรปฏิบัติของท่านอย่างแท้จริง
ปฏิปทาสำคัญประการหนึ่งของหลวงพ่อปาน คือปฏิปทาของ "พระโพธิสัตว์" (พุทธภูมิ) ซึ่งตามคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา ผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล จำเป็นต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะเรื่อง "ทานบารมี" และการสร้างถาวรวัตถุเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ตลอดชีวิตสมณะของท่าน ท่านได้เป็นประธานริเริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างวัดต่างๆ มากกว่า วัด ทั้งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง
ผลงานที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยน "วัดนมโค" ซึ่งทรุดโทรมมาแต่ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) ให้กลายเป็น วัดบางนมโค ที่มีความมั่นคงถาวร กุฏิ ศาลา และอุโบสถ ล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงและคงทนแข็งแรง วัดอื่นๆ ที่มีบันทึกว่าท่านได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเป็นประธานในการสร้างและบูรณะ ได้แก่ วัดบางประหาน, วัดเขาวงพระจันทร์, และอีกหลายสิบวัดทั่วภาคกลางตอนล่าง
ความสำเร็จในการสร้างศาสนสถานจำนวนมหาศาลของท่าน ไม่ได้เกิดจากการบังคับเรี่ยไรเงินแต่อย่างใด แต่เกิดจาก "บารมี" และ "ความศรัทธา" ของมหาชนที่หลั่งไหลเข้ามาให้ท่านรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร เป่ายันต์เกราะเพชร และขอรับพระเครื่องเนื้อดินพิมพ์ขี่สัตว์ เมื่อท่านได้จตุปัจจัยมา ท่านจะไม่เก็บสะสมไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแม้แต่สลึงเดียว แต่จะนำไปทุ่มเทให้กับการก่อสร้างวัดวาอารามทั้งหมด ความแข็งแรงและมาตรฐานการก่อสร้างของสิ่งก่อสร้างที่ท่านทำไว้ เป็นที่ประจักษ์จนถึงกาลปัจจุบัน ถึงขนาดที่ในวันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จประพาสวัดบางนมโคเป็นการส่วนพระองค์ และทรงมีพระราชดำรัสยกย่องว่า "หลวงพ่อปานเก่งมาก ศักดิ์สิทธิ์มาก ได้ทำประโยชน์ไว้มาก ก่อสร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างมั่นคง"
ในฐานะพระอาจารย์ หลวงพ่อปานมีความเข้มงวดและใส่ใจในการสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและฆราวาส ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "สามเสือแห่งเมืองกรุงเก่า" (ประกอบด้วย หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และหลวงปู่ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ดใน) ท่านไม่ได้สอนเพียงวิชาอาคมเท่านั้น แต่เน้นย้ำถึงการรักษาสิกขาบท การทำสมาธิ และการเจริญวิปัสสนาญาณ เพื่อมุ่งสู่การดับทุกข์ตามมรรคาแห่งพระนิพพาน หรืออย่างน้อยเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ตั้งมั่นในศีลธรรม
ท่านมีศิษยานุศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดวิชาและต่อมาได้กลายเป็นพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงระดับประเทศหลายรูป ซึ่งเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ:
วิทยาคมของหลวงพ่อปานมิใช่ไสยศาสตร์มนต์ดำกึ่งเดรัจฉานวิชา แต่เป็น "พุทธเวท" ที่อาศัยอำนาจบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่ตั้ง ผสานกับพลังจิตที่ฝึกฝนมาอย่างบริบูรณ์ วิชาที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์มี ประการหลัก ได้แก่ ยันต์เกราะเพชร และ คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์สมุนไพร
ที่มาของวิชา: หลวงพ่อปานได้เดินทางไปเรียนวิชาการปลุกเสกพระเครื่องและการเป่ายันต์เกราะเพชรมาจาก "อาจารย์แจง" ฆราวาสจอมขมังเวทชาวอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสวรรคโลก) ซึ่งอาจารย์แจงผู้นี้เป็นผู้ครอบครองและสืบทอดคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โบราณที่เรียกว่า "ตำราพระร่วง"
กลไกของยันต์และการเป่ายันต์: ยันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อปานมีความแตกต่างจากสำนักอื่น กล่าวคือ ไม่ได้ใช้วิธีการสักหมึกหรือน้ำมันลงบนผิวหนังให้เกิดความเจ็บปวด แต่ใช้กระบวนการ "เป่า" อักขระยันต์เข้าสู่ร่างกายผ่านสมาธิจิตอันกล้าแข็งของผู้เป่า อักขระยันต์นี้ดัดแปลงมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม โดยนำเอาบทพุทธคุณห้องต้น คือ "อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ..." (อิติปิโส ทิศ) มาเขียนเรียงเป็นตัวอักษรขอม โดยเขียนในแนวตั้งลงมาบรรทัดละ คำ แล้วชักยันต์ขึ้นไปร้อยรัดกันเป็นตาข่าย คล้ายลวดลายของตาข่ายเพชรหรือเกราะป้องกัน
พุทธคุณและข้อห้ามทางศีลธรรม: เชื่อกันว่าผู้ที่ได้รับการเป่ายันต์เกราะเพชรจากหลวงพ่อปาน (รวมถึงศิษย์สายวัดท่าซุงที่สืบทอดวิชานี้) จะมีอานุภาพป้องกันภัย ประการ ได้แก่:
ข้อห้ามเด็ดขาด (ศีลกำกับยันต์): ผู้ที่รับยันต์เกราะเพชรไปจะต้องรักษาสัจจะและศีลอย่างน้อย ข้ออย่างเคร่งครัด คือ ห้ามดื่มสุราเมรัย (ยกเว้นใช้เป็นกระสายยาในการรักษาโรค) และ ห้ามทุจริตลักขโมยของผู้อื่น หากบุคคลใดละเมิดข้อห้ามดังกล่าว ยันต์เกราะเพชรจะคลายความศักดิ์สิทธิ์และไม่คุ้มครองบุคคลนั้นอีกต่อไป ในมุมมองทางสังคมวิทยา ศาสนวิทยา และจิตวิทยาพฤติกรรม ข้อห้ามนี้คือกุศโลบายอันชาญฉลาดและแยบยลยิ่งในการใช้ความเชื่อทางไสยเวทเป็นเครื่องมือในการควบคุมและยกระดับศีลธรรมของประชาชนในสังคม ลดปัญหาอาชญากรรมและการทะเลาะวิวาทจากความมึนเมาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่มาของวิชา: หลวงพ่อปานได้รับเมตตาถ่ายทอดพระคาถานี้มาจาก "ครูผึ้ง" ฆราวาสผู้ทรงศีลวัย ปี ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2472 ซึ่งคาถาบทนี้ต่อมาได้กลายเป็นต้นเค้าและรากฐานของ "คาถาเงินล้าน" อันลือลั่นที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำนำมาประยุกต์และเผยแพร่
วิธีสวดและอานิสงส์: คาถาพระปัจเจกโพธิสัตว์นี้เป็นคาถาที่ให้คุณทางด้านโภคทรัพย์ ลาภผล ทำมาค้าขึ้น และขับไล่ความยากจนขัดสน ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ปฏิบัติสวดพร้อมกับการเจริญอานาปานสติ จะสามารถยกระดับจิตเข้าสู่ฌานสมาบัติและเกิดทิพยจักษุญาณ (ตาทิพย์) ได้ เงื่อนไขแห่งความสำเร็จคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องสละความตระหนี่ด้วยการ ใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ทุกวัน สมาทานศีล ให้บริสุทธิ์ และสวดภาวนา 3, 5, หรือ จบอย่างสม่ำเสมอเป็นนิตย์
คาถาเด่น บท พร้อมคำแปลและวิธีสวด:
นอกเหนือจากวิชาคาถาอาคม หลวงพ่อปานยังเป็น "พระหมอ" ที่มีชื่อเสียงระดับตำนาน ท่านนำความรู้ที่ศึกษาจากวัดสังเวชวิศยารามมาประยุกต์ใช้ในการสงเคราะห์ชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วย มีการบันทึกถึง "ยาลม จำพวก" และ "ยาพระพุทธเจ้า" รวมถึงการใช้น้ำมันตระกูลต่างๆ เช่น "น้ำมันสังคโลก" ในการบำบัดรักษาโรค วิธีการวินิจฉัยโรคของท่านมีความเป็นเอกลักษณ์และเหนือชั้น กล่าวคือ ท่านจะให้คนไข้เคี้ยว "หมาก" ที่ท่านเตรียมไว้ คำ รสชาติที่คนไข้รับรู้จากการเคี้ยวหมาก (เช่น หวาน, ขม, เปรี้ยว, ร้อน) จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคนไข้ป่วยเป็นโรคอันใด หากโรคใดที่อยู่นอกเหนือวิชาของท่าน ท่านก็จะแนะนำให้คนไข้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์แผนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมีเหตุผลและไม่หลงงมงายในวิชาของตนเองจนเกินขอบเขต
ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างความนิยมในหมู่นักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสุดยอดพระเนื้อดินเผาของเมืองไทย คือ "พระเนื้อดิน พิมพ์ขี่สัตว์ ชนิด" แห่งวัดบางนมโค
การสร้างพระเครื่องของหลวงพ่อปานไม่ได้เกิดจากการลอกเลียนแบบศิลปะจากที่ใด แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางจิต ตามประวัติกล่าวว่า ขณะที่ท่านกำลังเจริญอสุภกรรมฐาน (การพิจารณาซากศพ) อยู่ที่ศาลาเก็บศพท้ายวัด ท่านได้เกิดนิมิตเห็น "ชีปะขาว" ปรากฏกายขึ้นในสมาธิ ชีปะขาวท่านนั้นได้สั่งให้หลวงพ่อปานสร้างพระพิมพ์เป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางสมาธิ ประทับนั่งอยู่เหนือฐาน และมีรูปสัตว์พาหนะ ชนิดอยู่เบื้องล่าง พร้อมทั้งมอบหมายคาถากำกับสัตว์แต่ละชนิดให้โดยเฉพาะ ท่านเริ่มสร้างและแจกจ่ายอย่างเป็นทางการราวปี พ.ศ. 2460 ซึ่งแบ่งออกเป็น ยุคหลัก คือ "พิมพ์โบราณ" ที่ช่างชาวบ้านเป็นผู้แกะพิมพ์ (รูปทรงยังไม่สวยงามนัก มีเส้นรัศมีขีดๆ ที่ขอบ) และ "พิมพ์นิยม" หรือพิมพ์มาตรฐาน ที่ช่างหลวงหรือช่างผู้มีฝีมือประณีตเป็นผู้แกะแบบในเวลาต่อมา
พระเครื่องหลวงพ่อปาน เป็นพระเนื้อดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจียนมุม (ตัดมุม) ทั้งสี่ด้าน เนื้อดินสร้างจากมวลสารหลักคือ "ดินขุยปู" และ "ดินนวล" ตามทุ่งนา นำมากรองจนได้เนื้อที่ละเอียดปานกลาง จุดสังเกตที่สำคัญทางกายภาพที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ในการพิจารณาความแท้ ประกอบด้วย:
แม้องค์หลวงพ่อปานจะไม่ได้ระบุแบ่งแยกพุทธคุณของแต่ละพิมพ์ไว้อย่างชัดเจนด้วยตัวท่านเอง แต่จากประสบการณ์และประจักษ์พยานของผู้บูชาที่สั่งสมมานับศตวรรษ ได้ก่อให้เกิดเป็นคำกล่าวขานเชิงอุปมาอุปไมยในวงการพระเครื่องว่า "นกทำนา ไก่หากิน เม่นเดินป่า ปลาค้าขาย ครุฑอำนาจ หนุมานรับราชการ" ตารางด้านล่างนี้สรุปรายละเอียดพุทธคุณและราคาตลาดอ้างอิงในช่วงปี พ.ศ. 2568 - 2569:
| รูปแบบพิมพ์ทรง (สัตว์พาหนะ) | พุทธคุณเด่นและความเชื่อทางสังคม | ตัวอย่างพิมพ์ย่อยยอดนิยมและราคาตลาดมาตรฐานสากล (พ.ศ. 2568-2569) |
|---|---|---|
| 1. พิมพ์ทรงไก่ (ไก่หากิน) | โดดเด่นเป็นเลิศด้าน เมตตามหานิยม และ การทำมาค้าขาย มีลาภผล อำนวยความสำเร็จในการประกอบสัมมาอาชีพที่ต้องพบปะติดต่อกับผู้คน เปรียบเสมือนพฤติกรรมของไก่ที่ตื่นเช้าและคุ้ยเขี่ยหากินเก่งตลอดเวลา 5 | พิมพ์ขี่ไก่หางพวง ถือเป็นพิมพ์ระดับ Top สุดและมีมูลค่าแพงที่สุดในสายนี้ หากสภาพเดิมสมบูรณ์ (องค์ดารา) มักถูกเก็บเป็น "โชว์พระ" หาประเมินค่ามิได้, พิมพ์ขี่ไก่หาง เส้น ราคาซื้อขายจริงประมาณ 380,000 บาท 17 |
| 2. พิมพ์ทรงหนุมาน (หนุมานรับราชการ) | โดดเด่นด้าน การรับอาสาเจ้านาย การปกครอง แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี สอดคล้องกับคุณลักษณะของหนุมานทหารเอกแห่งพระราม จึงเหมาะสำหรับผู้มีอาชีพรับราชการ ทหาร ตำรวจ หรือผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 5 | พิมพ์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน เป็นพิมพ์ที่หายากและมีความอลังการทางศิลปะ ราคาตลาดพุ่งสูงถึงประมาณ 599,999 บาท, พิมพ์หนุมานแบกแท่น ราคาหลักแสนต้นถึงกลาง 17 |
| 3. พิมพ์ทรงครุฑ (ครุฑอำนาจ) | โดดเด่นด้าน มหาอำนาจ วาสนา บารมี ทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวและยำเกรง ครุฑเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และราชการ เหมาะสำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เจ้านาย หรือนักบริหารระดับสูงที่ต้องควบคุมคนจำนวนมาก 5 | พิมพ์ขี่ครุฑใหญ่ทรงเครื่อง สภาพสวยงามราคาอยู่ในช่วงหลักแสนกลางขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความลึกของแม่พิมพ์ 21 |
| 4. พิมพ์ทรงนก (นกทำนา) | โดดเด่นด้าน ความสำเร็จทางเกษตรกรรมและการเจรจาสื่อสาร เหมาะสำหรับผู้ทำไร่ทำนาในอดีต และในยุคปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ นักพูด นักแสดง นักการทูต นักกฎหมาย และนักสื่อสารมวลชน 5 | พิมพ์ทรงนกปางมารวิชัย (บัวเม็ด) ราคาตลาดสำหรับองค์ที่สวยแชมป์อยู่ที่ประมาณ 499,999 บาท 17 |
| 5. พิมพ์ทรงปลา (ปลาค้าขาย) | โดดเด่นด้าน ความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภในการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าขายทางน้ำ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง อาหาร หรือการเดินทาง 5 | พิมพ์ขี่ปลาหมอ ราคาประมาณ 120,000 บาท, พิมพ์ปลาจีน (พิมพ์ที่มีจุดสังเกตคือซุ้มครอบแก้วชัดเจนและอักขระ "อุ" เด่นชัด) มักถูกเช่าหาอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ตลาด 17 |
| 6. พิมพ์ทรงเม่น (เม่นเดินป่า) | โดดเด่นด้าน การคุ้มครองป้องกันภัย ป้องกันอาถรรพ์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล ผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับป่าดงพงไพร รวมถึงนักวิศวกรเกษตร พืชไร่ และนักค้าที่ดินอสังหาริมทรัพย์ 5 | พิมพ์เม่นมังกร / เม่นบัวสองชั้น ราคาหลักหมื่นปลายถึงแสนต้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผงวิเศษและเส้นสายแม่พิมพ์ 17 |
(หมายเหตุ: ราคาตลาดดังกล่าวเป็นการอ้างอิงจากข้อมูลการเช่าบูชามาตรฐานสากล ปี พ.ศ. 2568-2569 ซึ่งราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนตามสภาพความสมบูรณ์ของเนื้อพระ ความคมชัดของพิมพ์ และที่สำคัญที่สุดคือสภาพความสมบูรณ์ของผงอุดวิเศษด้านบน 17)
ความศักดิ์สิทธิ์และบารมีของหลวงพ่อปานไม่ใช่มุขปาฐะที่เลื่อนลอย แต่ได้รับการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะจากคำบอกเล่าและข้อเขียนของ "พระราชพรหมยาน" (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิด ปรากฏการณ์หลายอย่างแม้จะดูเหนือธรรมชาติ แต่ก็ได้รับการอธิบายผ่านกรอบของ "พุทธศาสตร์" และผลลัพธ์จากการเจริญสมาธิสมาบัติขั้นสูง
ในยุคสมัยนั้น หลวงพ่อปานเป็นพระเถระที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านได้ใช้วิชาแพทย์และน้ำมนต์รักษาคนไข้ ตลอดจนถอนคุณไสยให้แก่ชาวบ้านที่ถูกทำของใส่ การกระทำดังกล่าวทำให้หมอผีและผู้มีวิชาสายดำในแถบภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัดสุพรรณบุรี เกิดความเสียผลประโยชน์ ขัดเคือง และโกรธแค้นท่านอย่างหนัก
ในคราวที่ท่านเดินทางไปพักจำวัดที่ วัดประตูศาล จังหวัดสุพรรณบุรี หมอผีผู้มีอาคมเร้นลับได้ลอบทำร้ายท่านด้วยวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูงที่เรียกว่า "บังฟัน" (การใช้อาคมฟันไปที่อากาศ วัตถุ หรือเงา แต่ทำให้เหยื่อเกิดบาดแผลฉกรรจ์) ผลของการถูกอาคมบังฟันทำให้จีวรและเสื้อผ้าอังสะของหลวงพ่อปานขาดรุ่งริ่งหลุดลุ่ยราวกับถูกดาบซามูไรฟันอย่างรุนแรง แต่ด้วยอำนาจสมาธิจิตและพุทธคุณที่คุ้มครอง ร่างกายเนื้อของท่านกลับไม่มีร่องรอยบาดแผลหรือโลหิตตกตกแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แรงกระแทกของมวลอาคมที่รุนแรงทำให้เกิดอาการช้ำในและเกิดแผลทางพลังงานภายในบริเวณหน้าอก ส่งผลให้ท่านมีอาการป่วยหนัก อาเจียน และถึงขั้นสลบไสลหมดสติไป ในวิกฤตการณ์นั้น ท่านได้รับการช่วยเหลือจาก อาจารย์จาบ แห่งอำเภอบางบาล ฆราวาสลูกศิษย์สายอาจารย์เดียวกัน ซึ่งได้เก็บยอดไม้ 2-3 ยอดในบริเวณนั้นมาบริกรรมคาถาแล้วต้มให้ท่านฉันเป็นยาสมุนไพร จนในที่สุดท่านก็สามารถฟื้นคืนสติและรอดพ้นวิกฤตมาได้ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมีเมตตาธรรมขั้นสูงของท่าน เพราะเมื่อท่านฟื้นขึ้นมา ท่านมิได้ผูกพยาบาท ค้นหาตัวคนทำ หรือตอบโต้หมอผีเหล่านั้นด้วยอาคมเลย แต่กลับแผ่เมตตาอโหสิกรรมและถือว่านี่เป็น "เศษกรรมเก่า" ที่ท่านต้องชดใช้ให้หมดสิ้น
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ล้มป่วยจนสลบไสล หลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้บันทึกคำบอกเล่าของหลวงพ่อปานไว้ว่า ในช่วงเวลา 2-3 วันที่ท่านหมดสติไปนั้น (ซึ่งลูกศิษย์บางคนถึงกับร้องไห้และเข้าใจว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว) จิตของท่านได้ถอดออกจากสรีระร่างและเดินทางข้ามมิติไปยังทิพยสถานแห่งหนึ่งซึ่งมีความวิจิตรตระการตาอย่างหาที่เปรียบมิได้ สถานที่นั้นคือ "สวรรค์ชั้นดุสิต" (สวรรค์ชั้นที่ ตามคติไตรภูมิ)
เมื่อหลวงพ่อปานฟื้นขึ้นมา ท่านได้เล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟังว่า สวรรค์ชั้นดุสิตนี้มีความสว่างไสวและสวยงามเกินกว่าที่ภาษามนุษย์จะพรรณนาได้ เป็นดินแดนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ประการ คือ:
ณ ทิพยสถานแห่งนั้น ท่านได้พบกับเทพผู้ทรงศักดิ์นามว่า "อินทกะ" และพระอินทร์ ซึ่งได้บอกกล่าวว่าเวลาของท่านบนโลกมนุษย์ยังไม่สิ้นสุด ท่านยังมีหน้าที่สำคัญที่ต้องกลับไปบำเพ็ญบารมี สร้างวัดวาอาราม และสงเคราะห์สรรพสัตว์ต่อ ท่านจึงฟื้นคืนสติกลับมาเข้าร่าง และได้นำเรื่องราวภพภูมินี้มาเล่าเป็นธรรมทาน เพื่อยืนยันถึงกฎแห่งกรรม โลกหน้า และสวรรค์ที่มีอยู่จริง การไปเยือนชั้นดุสิตของท่าน เป็นการเน้นย้ำและยืนยันถึงสถานะทางจิตวิญญาณของท่านที่เหล่าศิษยานุศิษย์เชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หลวงพ่อปานคือ "พระโพธิสัตว์" ผู้กำลังบำเพ็ญ "พุทธภูมิ" อย่างแท้จริง
ด้วยวิปัสสนาญาณอันแก่กล้าและสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์พร้อม หลวงพ่อปานเป็นพระอริยสงฆ์ที่สามารถ "รู้วันตาย" ของตนเองล่วงหน้า ท่านได้สั่งเสียและเตรียมความพร้อมให้กับคณะศิษย์อย่างสงบเงียบ รวมถึงการมอบหมายให้ พระอธิการเล็ก เกสโร เป็นผู้รับสืบทอดการบริหารจัดการและดูแลรักษาวัดบางนมโคต่อไป เพื่อไม่ให้การพระศาสนาต้องหยุดชะงัก
ลางบอกเหตุและช่วงเวลาแห่งการละสังขาร เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านได้ตรากตรำทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ สร้างวัดวาอารามกว่า แห่ง และรักษาโรคให้แก่ประชาชนมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ สังขารของท่านเริ่มร่วงโรยตามกฎแห่งไตรลักษณ์
ในที่สุด พระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนันโท) ได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) สิริรวมอายุได้ 63 ปี นับพรรษาการครองสมณเพศได้ 43 พรรษา ทิ้งไว้เพียงคุณูปการอันยิ่งใหญ่และธรรมะที่เป็นอมตะ
การจากไปของหลวงพ่อปานนำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยอย่างยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ คณะศิษย์นำโดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) และคณะกรรมการวัด ได้ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพอย่างสมเกียรติสูงสุด
แม้สรีระสังขารของท่านจะไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วในลักษณะไม่เน่าเปื่อยเช่นเกจิอาจารย์บางรูป (เนื่องจากได้มีการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพไปตามประเพณีของคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา) แต่ความเคารพศรัทธาของชาวบ้านและมวลมหาชนมิได้เสื่อมคลายลงตามกาลเวลา ศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันหล่อ "รูปเหมือนหลวงพ่อปานขนาดเท่าองค์จริง" ซึ่งประดิษฐานไว้ ณ มณฑปอันงดงามหน้าพระอุโบสถ วัดบางนมโค (โดยประดิษฐานเคียงข้างกับรูปหล่อของหลวงพ่อแช่มและหลวงปู่คล้าย อดีตเจ้าอาวาส)
ในปัจจุบัน เมื่อถึง วันขึ้น ค่ำ เดือนอ้าย ของทุกปี ทางวัดบางนมโคและชาวบ้านอำเภอเสนา จะร่วมกันจัดงานบำเพ็ญกุศลและงานไหว้พระประจำปี เพื่อสักการะและรำลึกถึงคุณูปการตลอดจนบารมีของหลวงพ่อปาน โดยมีพุทธศาสนิกชนคนรุ่นใหม่และผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนหลายพันคน เดินทางมาร่วมงาน ปิดทองรูปหล่อ และประกอบพิธี "ลอดใต้โบสถ์" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการล้างอาถรรพ์ สะเดาะเคราะห์ และเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิตอย่างเนืองแน่น
รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยการสืบค้น รวบรวม และประเมินคุณค่าจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิที่น่าเชื่อถือ ซึ่งครอบคลุมประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ตำนานเกจิอาจารย์ และหลักฐานทางศิลปกรรมพระเครื่องของไทย โดยหลีกเลี่ยงการจัดทำบรรณานุกรมแบบบัญชีรายชื่อท้ายเล่ม แต่บูรณาการการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลเข้าไว้ในเนื้อหาดังต่อไปนี้:
ฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการรวบรวมวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อปาน คือบันทึกของ กรมศิลปากร หอสมุดแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ซึ่งได้เก็บรวบรวมหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน (พระครูวิหารกิจจานุการ) วัดบางนมโค พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยโรงพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ (เข้าถึงเมื่อ 17 เมษายน 2569 จาก https://www.finearts.go.th/songkhlalibraryhm/) 28 หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเนื่องจากเป็นการถอดความจากเทปบันทึกเสียงของพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ศิษย์เอกที่บรรยายถึงธรรมปฏิบัติ การท่องนรก และสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งสอดคล้องกับบทความวิเคราะห์เชิงลึกจาก เว็บไซต์วัดจันทาราม (ท่าซุง) ที่เผยแพร่ประวัติฉบับเก่า ภาค 2 ตอนจบ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 (เข้าถึงจาก http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2759) 10 และบันทึกสารบัญการบูรณะวัด 40 แห่ง (เข้าถึงจาก http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2446) 4
ในด้านประวัติศาสตร์ชาติภูมิและการลำดับเหตุการณ์สำคัญของชีวิต ศูนย์พุทธศรัทธา ได้ให้ข้อมูลที่หนักแน่นเกี่ยวกับวันเกิด การบวช และการมรณภาพ (เผยแพร่เมื่อ 12 กรกฎาคม 2553 เข้าถึงจาก http://buddhasattha.com/ประวัติ-หลวงพ่อปาน/) 1 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับการยืนยันและสอดคล้องกับบันทึกทางวิชาการบน สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย ในหัวข้อ "พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท)" ที่อ้างอิงจากหนังสือรวมสุดยอดพระคณาจารย์ทั้งหมด 180 พระองค์ (อัปเดตล่าสุด 25 มกราคม 2568 เข้าถึงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระครูวิหารกิจจานุการ_(ปาน_โสนนฺโท)) 2 นอกจากนี้ ฐานข้อมูลจาก เว็บไซต์ Anyflip (บัญชีผู้ใช้ Mthavatchai) ยังได้จัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สรุปการศึกษาประวัติศาสตร์และวิธีการสร้างพระเนื้อดิน 6 พิมพ์ทรง (เผยแพร่ 14 กันยายน 2563 เข้าถึงจาก https://anyflip.com/lmbpw/bgfg/basic) 3
สำหรับข้อมูลเชิงลึกด้านพุทธศิลป์และกลไกราคาตลาดพระเครื่อง เว็บไซต์ท่าพระจันทร์ดอทคอม (Thaprachan.com) เป็นแหล่งอ้างอิงหลักที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับจุดพิจารณาแท้-เทียม ร่องรอยสาก รอยแกลบ และความผันผวนของราคาพิมพ์ขี่สัตว์ทั้ง 6 พิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 (เข้าถึงเมื่อ 9 กรกฎาคม 2568 จาก https://www.thaprachan.com/amulet_detail/YG09166054) 17 ประกอบกับการรับรองคุณลักษณะจาก สถาบันรับรองและตรวจสอบวัตถุมงคลประเทศไทย (ACI) ที่ช่วยยืนยันพุทธคุณของแต่ละพิมพ์ (อัปเดต 20 สิงหาคม 2563 เข้าถึงจาก https://www.acicertified.com/eventDetail/132) 5
ในมิติของวิทยาคมและคติชนวิทยา บทวิเคราะห์เรื่องยันต์เกราะเพชรจากคอลัมน์ความเชื่อของ ไทยรัฐออนไลน์ (เผยแพร่ 29 มิถุนายน 2564 เข้าถึงจาก https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2127496) 7 ได้อธิบายกลไกทางสังคมของการเป่ายันต์ไว้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ประวัติลำดับเจ้าอาวาสและการบำเพ็ญกุศลประจำปีได้รับการบันทึกไว้โดย ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" อำเภอเสนา (เข้าถึงจาก http://library3122.blogspot.com/p/blog-page_07.html) 9 และเว็บบอร์ดสนทนาธรรมของ ธรรมะไทย (Dhammathai.org) (เข้าถึงจาก https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=468) 29 ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประกอบกันเป็นจิ๊กซอว์ทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้รายงานฉบับนี้มีความเที่ยงตรงและครอบคลุมทุกมิติของพระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนันโท) อย่างแท้จริง