วัดสุทัศน — ที่ประดิษฐานพระศรีศากยมุนีและตำนานพระกริ่งปวเรศ สุดยอดพระกริ่งของเมืองไทย
ตำนานสยามพระเครื่อง
ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองและพลวัตของกรุงเทพมหานคร วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ยืนหยัดในฐานะปูชนียสถานสำคัญที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่หล่อหลอมสังคมไทยมาอย่างยาวนาน รายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุกมิติของวัดสุทัศนเทพวรารามฯ ตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมที่สะท้อนคติจักรวาลวิทยา ลำดับการปกครองของอดีตเจ้าอาวาส ตลอดจนเจาะลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลระดับตำนานอย่าง "พระกริ่ง" แห่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลทางวิชาการและประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมและแม่นยำที่สุด
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกขานกันในนาม "วัดสุทัศน์" ถือเป็นหนึ่งในพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีอยู่เพียง แห่งในประเทศไทย พระอารามแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชาวพุทธ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์เชิงรูปธรรมแห่งการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของชาติภายหลังการสูญเสียกรุงศรีอยุธยา
การก่อร่างสร้างวัดสุทัศนเทพวรารามเริ่มต้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ราวปี พ.ศ. 2350 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับราชธานีเก่าอย่างกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสะท้อนผ่านคติและวาทกรรมในพงศาวดารที่ว่า "เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี" ในการนี้ รัชกาลที่ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดพื้นที่กึ่งกลางของพระนครเป็นที่ตั้งของวัดหลวงคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นนัยยะของการจำลองคติศูนย์กลางจักรวาล (Cosmic Center) และได้พระราชทานนามในเบื้องต้นว่า "วัดมหาสุทธาวาส" โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชะลอมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย
การก่อสร้างในรัชสมัยของปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรียังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อล่วงเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้มีการดำเนินการสถาปนาพระอารามแห่งนี้ต่อ เหตุการณ์สำคัญในยุคนี้ที่ได้รับการจารึกไว้คือ รัชกาลที่ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณร่วมแกะสลักบานประตูพระวิหารหลวงด้วยพระองค์เอง ซึ่งสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพทางงานช่างและศิลปกรรม ปัจจุบันบานประตูดังกล่าวซึ่งเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2365 ได้รับการเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ ห้องไม้จำหลัก มุขเด็จทิศตะวันตก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระอารามแห่งนี้ดำเนินมาถึงจุดเสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ในปี พ.ศ. 2390 ซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม" ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน นอกเหนือจากความผูกพันกับบุรพกษัตริย์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์แล้ว วัดสุทัศน์ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรียุคหลัง เนื่องจากได้รับการสถาปนาให้เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) โดยทางราชการได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาบรรจุไว้ที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์ของพระศรีศากยมุนีในพระวิหารหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา
ด้วยตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมอันประเมินค่ามิได้ กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นโบราณสถานของชาติอย่างเป็นทางการ โดยมีสถานะเป็นโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร การขึ้นทะเบียนนี้มีผลสมบูรณ์เมื่อวันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 ภายใต้เลขอ้างอิงโบราณสถาน 0000005 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญระดับชาติของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารตั้งอยู่เลขที่ ถนนบำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีอาณาเขตติดต่อกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย โดยด้านหน้าของวัดเป็นที่ตั้งของ "เสาชิงช้า" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญระดับแลนด์มาร์กของกรุงเทพมหานคร
สำหรับการเดินทางมายังพระอารามหลวงแห่งนี้ในปัจจุบันมีความสะดวกสบายและสามารถเข้าถึงได้หลากหลายเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนสามารถใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีน้ำเงิน โดยเลือกลงที่ "สถานีสามยอด" เมื่อเดินทางออกจากสถานีทางออกที่ ให้เลี้ยวขวา ข้ามทางม้าลายและเดินตามถนนบำรุงเมืองไปเรื่อยๆ จะพบกับป้ายวัดและบริเวณทางเข้าวัดได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถโดยสารประจำทางหลายสายที่วิ่งผ่านถนนบำรุงเมืองและถนนดินสอได้เช่นเดียวกัน
การศึกษาเชิงสถาปัตยกรรมของวัดสุทัศนเทพวรารามเผยให้เห็นถึงความเป็นเลิศทางศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การออกแบบและการวางผังของวัดไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยปรัชญาและคติความเชื่อทางจักรวาลวิทยา (Cosmology) อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลทางสถาปัตยกรรมชี้ให้เห็นว่ามีการใช้ "ผังรูปสัญลักษณ์จักรวาล" (Cosmic layout) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมและปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยที่ช่างในสมัยรัชกาลที่ ได้คิดค้นและนำมาปรับใช้อย่างเป็นระบบ แผนผังของวัดไม่ยึดติดอยู่เพียงแกนดิ่งแบบประเพณีเดิมเพียงอย่างเดียว แต่มีการนำแกนราบมาใช้เป็นตัวขัดกลุ่มอาคาร (Cluster) ของพระวิหาร ทำให้ตัวอาคารมีความสง่างาม ลอยตัวเป็นอิสระ โดยมีพระอุโบสถทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้แก่พระวิหารซึ่งเป็นอาคารประธาน
พระวิหารหลวงถูกจัดวางให้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มอาคารทั้งหมดภายในวัด สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์เปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามคติไตรภูมิ
พระอุโบสถของวัดสุทัศน์ได้รับการออกแบบให้ตั้งขวางในแนวตั้งฉากกับแกนดิ่งของพระวิหารหลวง เพื่อสร้างความสมดุลและดุลยภาพให้แก่ผังทั้งหมดของวัด โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอุโบสถที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย
นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมประเพณีอันวิจิตรแล้ว ภายในเขตสังฆาวาสของวัดสุทัศน์ยังมีอาคารที่มีการผสมผสานศิลปะตะวันตกและมุสลิมเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน นั่นคือ หอระฆังและหอกลอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณข้างศาลาการเปรียญด้านทิศตะวันออก ใกล้กับหอพระไตรปิฎก อาคารเหล่านี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีผังเป็นรูปแปดเหลี่ยมสูง ชั้น ลักษณะคล้ายป้อมปราการหรืออาคารแบบตะวันตก ส่วนหลังคาจีบคล้ายกระโจม มีช่องหน้าต่างเป็นวงโค้ง (Arch) และประดับลวดลายแบบตะวันตกเล็กน้อย รูปแบบที่แปลกตานี้แสดงถึงการยอมรับและประยุกต์ใช้วัฒนธรรมที่แตกต่างมาสร้างสรรค์เป็นสถาปัตยกรรมไทยรูปแบบเฉพาะตัว
งานจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดสุทัศน์ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง โดยได้รับการยกย่องจากนักวิชาการว่าเป็น "จิตรกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์"
วัดสุทัศนเทพวรารามเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ องค์ ซึ่งมีพระนามคล้องจองกันและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ดังตารางต่อไปนี้:
| พระนามพระพุทธรูป | สถานที่ประดิษฐาน | ยุคสมัยทางศิลปะ | พุทธลักษณะและประวัติความสำคัญ |
|---|---|---|---|
| 1. พระศรีศากยมุนี | พระประธานในพระวิหารหลวง | ศิลปะสุโขทัย | พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยสำริด ถือเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในยุคก่อน พุทธศตวรรษ รัชกาลที่ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชะลอมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย 3 |
| 2. พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ | พระประธานในพระอุโบสถ | ศิลปะรัตนโกสินทร์ | พระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง วา นิ้ว สูง วา นิ้ว เบื้องหน้าประดิษฐานรูปหล่อสำริด "พระอสีติมหาสาวก" จำนวน องค์ นั่งเฝ้าอยู่ ซึ่งสร้างขึ้นเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 4 4 |
| 3. พระพุทธเสรฏฐมุนี | ศาลาการเปรียญ | ศิลปะรัตนโกสินทร์ | รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อกลักฝิ่น" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ โดยนำมวลสารมาจาก "กลักฝิ่น" (กล่องบรรจุฝิ่น) ที่ยึดได้จากการปราบปรามฝิ่นมาหลอมรวมกัน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการละทิ้งสิ่งเลวร้ายและการกลับตัวกลับใจ 3 |
นับตั้งแต่การสถาปนาพระอาราม วัดสุทัศนเทพวรารามมีรายนามผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการจำนวน รูป ซึ่งหลายรูปทรงสมณศักดิ์ระดับสูงถึงสมเด็จพระราชาคณะและสมเด็จพระสังฆราช ข้อมูลลำดับการครองวัดสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ลำดับ | รายนามเจ้าอาวาส | ช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) | สมณศักดิ์และผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| 1 | สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) | 2386 – 2401 (รวม ปี) | สมเด็จพระสังฆราช |
| 2 | พระพิมลธรรม (อ้น ป.ธ.8) | ไม่ระบุปีที่แน่ชัด | พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ |
| 3 | สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน ป.ธ.8) | ดำรงตำแหน่งรวม ปี | พระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและคาถาอาคม |
| 4 | สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) | ลำดับที่ 4 (ไม่ระบุปีเริ่มต้น) | สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 / ปรมาจารย์ผู้สร้างตำนานพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ |
| 5 | สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม ฉนฺโน ป.ธ.5) | 2489 – 2505 (รวม ปี) | ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช |
| 6 | สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ ป.ธ.6) | ไม่ระบุปีที่แน่ชัด | ผู้สืบทอดสรรพวิชาและวัตรปฏิบัติ |
| 7 | สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี) | ไม่ระบุปีที่แน่ชัด | ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช |
| 8 | พระพรหมวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) | ปัจจุบัน | เลื่อนสมณศักดิ์และเปลี่ยนราชทินนามจาก พระธรรมรัตนดิลก |
ในบรรดาอดีตเจ้าอาวาสทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) ถือเป็นพระมหาเถระที่สร้างชื่อเสียงและเกียรติคุณให้แก่วัดสุทัศน์ในระดับสูงสุด ท่านประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2399 และเสด็จดับขันธ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 สิริพระชนมายุ พรรษา ทรงครองเพศบรรพชิตมานานถึง พรรษา
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงอันเป็นอมตะของท่านคือ การเป็น "ปรมาจารย์แห่งการสร้างพระกริ่ง" หลักฐานประวัติศาสตร์ระบุว่า ตำราการสร้างพระกริ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ตำรานี้สืบทอดมาจากสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว (หรือวัดใหญ่ชัยมงคล) ตกทอดมาสู่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (วัดพระเชตุพนฯ) และต่อมายังสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร (ผู้ริเริ่มสร้าง "พระกริ่งปวเรศ") สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้รับสืบทอดตำรานี้และมีความสนพระทัยอย่างยิ่งยวด ท่านได้นำสูตรโบราณมาค้นคว้าต่อยอดจนเกิดเป็นสูตรเฉพาะของท่านเอง และริเริ่มการเททองสร้างพระกริ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441 จวบจนวาระสุดท้ายในปี พ.ศ. 2486 การสร้างพระกริ่งของท่านทำให้สายวิชาแห่งวัดสุทัศน์กลายเป็นตำนานอันดับหนึ่งที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในวงการพระเครื่องไทย
ในด้านการสืบทอดสายธรรมและพุทธาคม พระเกจิสำคัญที่เป็นศิษย์เอกและรับสืบทอดวิชาการสร้างวัตถุมงคลจากท่านคือ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) ซึ่งได้สานต่องานหล่อพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ในยุคต่อมา และยังได้สืบทอดการเรียกใช้ทีมช่างหล่อชั้นครู เช่น ช่างหรัส พัฒนางกูล แห่งกลุ่ม "พัฒนช่าง" บ้านช่างหล่อ ซึ่งรับใช้สำนักวัดสุทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมี พระครูปลัดจิ๋ว ซึ่งก่อนอุปสมบทเคยเป็นช่างทองในราชสำนัก ได้เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการตกแต่งและแก้ไขพิมพ์พระกริ่ง (เช่น รุ่นธรรมโกษาจารย์) ให้มีความวิจิตรงดงามยิ่งขึ้น
เมื่อกล่าวถึงวัดสุทัศนเทพวราราม ในวงการนักสะสมวัตถุมงคลระดับแนวหน้าย่อมนึกถึง "พระกริ่ง" ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและเป็นที่ต้องการอย่างล้นหลาม พระกริ่งยุคสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้รับการยกย่องว่ามีคุณลักษณะตรงตามตำราเบญจภาคีแห่งกฤตยาคมครบถ้วนทั้ง ประการ ได้แก่ 1. สร้างด้วยเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์เพื่อสืบทอดพระศาสนา 2. ใช้มวลสารแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ตามตำรา 3. กำหนดฤกษ์ยามในการประกอบพิธีกรรมอย่างแม่นยำ 4. พิธีกรรมการเททองหล่อที่เข้มขลังตามแบบโบราณ 5. ประจุพุทธาคมโดยพระคณาจารย์ผู้มีฌานสมาบัติและศีลบริสุทธิ์
สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงวางหลักการและกรรมวิธีการสร้างพระกริ่งที่เคร่งครัดเหนือสำนักอื่นใด โดยทรงยึดปรัชญาที่ว่า "ต้องดีในและดีนอก"
อ้างอิงจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์และราคาประเมินการเช่าบูชาในวงการพระเครื่องปัจจุบัน พระกริ่งรุ่นยอดนิยมแห่งวัดสุทัศน์ที่ได้รับการบันทึกไว้ มีดังนี้ 18:
| ชื่อพิมพ์ / รุ่น | ปีที่สร้าง (พ.ศ.) | พุทธลักษณะเด่นและประวัติการสร้าง | จำนวนที่สร้าง / มูลค่าประเมินปัจจุบัน (บาท) |
|---|---|---|---|
| 1. พระกริ่งเทพโมลี (รุ่นแรก) | 2441-2442 | สร้างในโอกาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ "พระเทพโมลี" ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำ พระเนตรหลุบต่ำ พระหัตถ์ซ้ายถือวัชระ ขอบจีวรทำเป็นเม็ดไข่ปลา ใต้ฐานจารเลขไทย เนื้อนวโลหะดำสนิท 18 | สร้างครั้งแรก องค์ (รวมไม่เกิน องค์) / มูลค่าประเมินองค์แท้สภาพสมบูรณ์สูงถึง 3.5 ล้านบาท 18 |
| 2. พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ (รุ่นปลัดจิ๋ว) | 2443-2455 | ได้รับการตกแต่งพิมพ์โดย "พระครูปลัดจิ๋ว" (อดีตช่างทองหลวง) ลักษณะเด่นคือพระโอษฐ์จู๋ ("ปากจู๋") พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำมนต์ นิ้วพระหัตถ์เรียว ขอบจีวรเป็นเส้นชัดเจน 19 | จำนวนน้อยมาก / มูลค่าเริ่มต้น 300,000 บาทขึ้นไป 21 |
| 3. พระกริ่งรุ่นเขมรน้อย | 2456 | ถอดแบบมาจาก "พระกริ่งบาเก็ง" ของประเทศกัมพูชา เม็ดพระศกตอกด้วยตุ๊ดตู่ ฐานบัวเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีทั้งพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ 21 | ไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด / มูลค่าประเมิน 150,000 - 500,000 บาท 21 |
| 4. พระกริ่งพรหมมุนี | 2458-2466 | ถอดแบบจากพระกริ่งจีน จีวรไม่มีขอบ เม็ดพระศกเป็นรูปก้นหอย พิมพ์ที่โด่งดังสุดคือ "รุ่นถวายสำรับ" ซึ่งเนื้อนวโลหะกลับดำสนิทเป็นมันวาวงดงามยิ่งนัก 21 | รุ่นถวายสำรับสร้าง องค์ / มูลค่าประเมิน 500,000 บาทขึ้นไป 21 |
| 5. พระกริ่งวันรัต (พระกริ่ง 79) | 2479 | ยกย่องให้เป็น "พระกริ่งเพชรยอดมงกุฎ" ของวัดสุทัศน์ ลักษณะเด่นคือพระกรรณ (หู) ไม่พาดบ่า ฐานบัวกลีบล่างสูง ริ้วสังฆาฏิด้านหลังเซาะร่อง ใต้ฐานเว้าเป็นแอ่งกระทะ 21 | สร้าง องค์ / มูลค่าประเมิน 500,000 - 1,000,000 บาทขึ้นไป 21 |
| 6. พระกริ่งหน้าอินเดีย | 2482 | จัดสร้างในช่วงวิกฤตสงครามอินโดจีนเพื่อบำรุงขวัญทหาร พระพักตร์อวบอิ่มตามศิลปะอินเดีย สังฆาฏิหนาพาดบ่า แบ่งเป็นพิมพ์ใหญ่ กลาง และเล็ก 21 | สร้างจำนวน 4,000 องค์ / มูลค่าประเมิน 120,000 - 150,000 บาท 21 |
| 7. พระกริ่งเชียงตุง | 2486 | พระกริ่งรุ่นสุดท้าย สร้างเพื่อประทานแก่คณะสงฆ์ที่เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา ณ สาธารณรัฐเชียงตุง มวลสารใช้ชนวนพระกริ่งรุ่นเก่าและชนวนพระพุทธชินราชอินโดจีน 18 | สร้าง องค์ / ประเมินค่ามิได้ (หายากสุดยอด) 18 |
วัดสุทัศนเทพวรารามมีคลังความรู้ด้านบทสวดมนต์และคาถาเฉพาะที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล ซึ่งพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาเยือนนิยมนำไปสวดเจริญภาวนาเพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมสร้างบารมี และปกปักรักษาตนเอง 22:
บทสวดบูชาพระศรีศากยมุนี (พระประธานในพระวิหารหลวง)
บทสวดนี้ใช้สำหรับการอัญชลีบูชาองค์พระประธาน เพื่อขอพึ่งพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ตั้งนะโม จบ)
"มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง"
บทสวดบูชาพระสุนทรีวาณี
พระสุนทรีวาณี เป็นเทพธิดาแห่งปัญญาและพระธรรมคำสอนที่สถิตอยู่ ณ วัดสุทัศน์ ผู้คนมักมากราบไหว้เพื่อขอพรให้เกิดสติปัญญา ความสำเร็จในการศึกษา และความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน
(ตั้งนะโม จบ)
"มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะสุนทะรี"
บทสวดบูชาพระกริ่งใหญ่
คาถานี้ใช้สำหรับสวดอาราธนาพุทธคุณของวัตถุมงคลพระกริ่งวัดสุทัศน์ ก่อนนำติดตัวเพื่อปกปักรักษา แคล้วคลาดปลอดภัย
(ตั้งนะโม จบ)
"กิง กัมมัง กุสะลัง ยันตัง สัมพุทธะปฏิมยิทัง"
คาถาอัญเชิญท้าวเวสสุวรรณ
ท้าวเวสสุวรรณที่วัดสุทัศน์ได้รับการเคารพอย่างสูงในด้านการขจัดปัดเป่าอุปสรรคและวิญญาณร้าย
"โย อุภันเต วิทิตวานะ มัชเฌ มันตา นะ ลิมปะติ ตัง พรูมิ มะหาปุริโส โสธะ สิพพะ นิมัจจะคา ฯ"
วัดสุทัศนเทพวรารามเป็นศูนย์กลางในการจัดงานประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 12-16 เมษายน ของทุกปี ภายใต้ชื่องาน "สงกรานต์วิถีไทยสู่มรดกโลก" ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่รวบรวมคติความเชื่อและศิลปวัฒนธรรมไทยไว้ด้วยกัน อาทิ การสักการะขอพร มงคลวัดสุทัศน์, พิธีสรงน้ำพระพุทธนาคปรกและสรงน้ำพระรัตนตรัย, การร่วมแรงร่วมใจก่อพระเจดีย์ทราย, การประกวดพานรดน้ำสงกรานต์ ตลอดจนการจัดการแสดงมหรสพทางวัฒนธรรมชั้นสูง เช่น การแสดงหุ่นละครเล็ก เพื่อสืบสานมรดกของชาติ
พื้นที่และอาคารทุกตารางนิ้วในวัดสุทัศนเทพวรารามล้วนบรรจุไว้ซึ่งตำนานและความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทย โดยมีเรื่องเล่าและเหตุการณ์สำคัญที่ได้รับการบันทึกและเล่าขานสืบต่อกันมาดังนี้:
เรื่องราวลี้ลับที่อยู่คู่กับวัดและสังคมไทยมาอย่างยาวนานคือตำนาน "เปรตวัดสุทัศน์" ตำนานนี้มีรากฐานและหลักฐานเชิงประจักษ์จาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเสาต้นที่ ภายในพระวิหารหลวง ซึ่งศิลปินในอดีตได้วาดภาพพระอรหันต์กำลังโปรดเปรตตนหนึ่ง ภาพดังกล่าวนำเสนอรูปลักษณ์ของเปรตตามคติไตรภูมิอย่างชัดเจน คือมีโครงสร้างสูงใหญ่เท่าต้นตาล มือใหญ่ ปากเล็กลีบเท่ารูเข็ม นอนเหยียดยาวกับพื้น โดยมีภาพพระสงฆ์ รูปยืนเข้าคิวเทน้ำจากบาตรลงในปากเปรต ซึ่งสื่อให้เห็นว่าเปรตตนนี้ยังมีวิญญาณและรับรู้ถึงส่วนบุญ
ตำนานยิ่งทวีความน่าเชื่อถือเมื่อมีเรื่องเล่ามุขปาฐะที่เชื่อมโยงกับ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) มีบันทึกเล่าขานว่า ในอดีตบริเวณลานหน้าพระวิหารหลวงมักมีเงาดำสูงใหญ่ปรากฏขึ้นในยามค่ำคืน สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวบ้านในละแวกนั้น คืนหนึ่งในเวลาประมาณ ทุ่ม สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้เสด็จออกมายังบริเวณดังกล่าวและเปรยขึ้นด้วยความเมตตาว่า "อยู่ด้วยกันนะ อย่าให้ชาวบ้านได้เดือดร้อน" เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นเงาประหลาดหรือเปรตบริเวณวัดสุทัศน์อีกเลย เรื่องเล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและบารมีธรรมของสมเด็จพระสังฆราช (แพ)
ความศักดิ์สิทธิ์ของพระกริ่งสายวัดสุทัศน์และวัดบวรฯ มีประจักษ์พยานมาตั้งแต่สมัยอดีต มีบันทึกที่กล่าวอ้างถึงพุทธคุณด้านการรักษาโรคภัยว่า เมื่อครั้งที่ "สมเด็จพระวันรัต (แดง)" อดีตเจ้าอาวาส ลำดับที่ อาพาธหนักด้วยโรคอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้เมตตาอาราธนาพระกริ่งปวเรศแช่ทำน้ำพระพุทธมนต์ให้ฉัน ปรากฏว่าสามารถรักษาอาการอาพาธให้บรรเทาและหายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์
ความเข้มขลังนี้ยังส่งทอดมาถึงยุคปัจจุบัน ดังเช่นในพิธีเททองหล่อพระกริ่งรุ่น ปี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ประจักษ์แก่สายตาผู้ร่วมพิธี เมื่อแผ่นทองคำที่จารอักขระยันต์ดวงประสูติและตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่ยอมหลอมละลายในเตาหลอมแม้จะใช้ความร้อนสูงและผ่านเวลาไปกว่า ชั่วโมง จนกระทั่ง พระครูพิสุทธิวรากร เจ้าพิธี ต้องอธิษฐานจิตและทำพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ลงไป ไม่นานแผ่นทองคำศักดิ์สิทธิ์นั้นจึงยอมหลอมละลายลงอย่างง่ายดาย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงคำกล่าวเชิงสัจธรรมของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ที่เคยตรัสรับรองไว้ว่า พระกริ่งของสำนักนี้ต้องหล่อและทำพิธีภายในวัดสุทัศน์เท่านั้น เพราะสถานที่แห่งนี้ "ศักดิ์สิทธิ์แม้กระทั่งแผ่นดิน"
ในมิติของความเชื่อยุคปัจจุบัน คตินิยมเรื่องการตัดกรรมกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ภายในศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธเสรฏฐมุนี" หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่าหลวงพ่อกลักฝิ่น พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ โดยใช้มวลสารจากตลับและกลักฝิ่นที่ยึดได้จากการปราบปรามฝิ่นมาหลอมรวมกัน การกำเนิดขององค์พระจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการชำระล้างความมัวหมอง การละทิ้งสิ่งเลวร้าย และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ประชาชนและผู้ศรัทธา (โดยเฉพาะกลุ่มสายมูเตลู) มักเดินทางมาประกอบพิธีขอขมากรรม ถอนคำสาบานที่เคยล่วงเกิน และขออโหสิกรรมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจ้ากรรมนายเวร ด้วยความเชื่อที่ว่าจะช่วยให้ชีวิตหลุดพ้นจากอุปสรรคและพบเจอแต่ความเป็นสิริมงคลสืบไป
สำหรับนักท่องเที่ยว พุทธศาสนิกชน ตลอดจนผู้สนใจในสถาปัตยกรรมที่ต้องการเดินทางมาสัมผัสความงดงามและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม มีข้อกำหนดและข้อมูลที่ควรทราบดังต่อไปนี้:
การรวบรวม สังเคราะห์ และเรียบเรียงรายงานการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้ดำเนินการสืบค้นและอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการและฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้จำนวน 11 แหล่ง ดังรายการต่อไปนี้: